สงกรานต์ ทะเล และท่องเที่ยวฤดูหนาว: คู่มือ UV สวิสสำหรับทุกฤดูกาลในไทย

ผู้หญิงไทยหลายคนเชื่อว่ามีฤดูกาลที่ “ปลอดภัย” สำหรับการสัมผัสแสงแดด — ท่องเที่ยวฤดูหนาวที่เชียงใหม่ วันชายหาดที่ท้องฟ้าครึ้ม เทศกาลกลางแจ้งชั่วคราว ข้อมูลบอกเรื่องราวที่ต่างออกไป ไทยไม่มีฤดู UV ที่ปลอดภัย และสำหรับผิวที่เสี่ยงฝ้า Fitzpatrick III–IV แม้แค่การสัมผัสที่ “เบา” โดยไม่มี SPF เพียงพออาจทำให้ความก้าวหน้าในการกระจ่างใส 6–8 สัปดาห์ถอยหลังในบ่ายวันเดียว แผนที่ UV ตลอดปีของไทย โปรโตคอลสงกรานต์: กฎ 60 นาที สงกรานต์คือเหตุการณ์ที่อันตรายที่สุดต่อสุขภาพผิวในปฏิทินไทย กิจกรรมน้ำในวันที่ร้อนที่สุดของปี ใต้ UV สูงสุด พร้อมการเปียกน้ำต่อเนื่อง: สรุปสำคัญ 🌊 จากสงกรานต์ถึงเกาะสมุย การปกป้อง UV สวิสที่อยู่ได้ตลอดทุกการผจญภัยในไทย SPF50+ PA++++ ขนาดพกพา ที่ Shopee TH · Lazada TH · TikTok Shop · LINE OA แบ่งปันบทความดีๆผ่านทาง

แบ่งปันบทความดีๆผ่านทาง
Read More

กิจวัตรเช้า 4 ขั้นตอนแบบสวิส: Skinimalism ที่ได้ผลจริงสำหรับ Gen Z ไทย

ในปี 2024 เทรนด์สกินแคร์อันดับ 1 ใน TikTok ไทยและ Lemon8 ไม่ใช่เซรั่มมหัศจรรย์หรือกิจวัตร 10 ขั้นตอน — แต่คือ ทำน้อยลง แต่ให้ถูกต้อง Gen Z ไทยค้นพบสิ่งที่นักผิวหนังวิทยาสวิสรู้มาหลายทศวรรษ: สกินแคร์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดสร้างขึ้นจากส่วนผสมออกฤทธิ์ที่ผ่านการรับรองทางวิทยาศาสตร์จำนวนน้อย ใช้อย่างสม่ำเสมอ ยินดีต้อนรับสู่ Skinimalism สไตล์สวิส ทำไมกิจวัตร 10 ขั้นตอนถึงส่งผลเสียต่อผิวไทย ผลิตภัณฑ์มากขึ้น = โอกาสขัดแย้งมากขึ้น นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อผิวไทยถูกโอเวอร์โหลด: 4 ขั้นตอน — วิทยาศาสตร์เบื้องหลังแต่ละขั้น 🌿 Swiss Skinimalism 4 ขั้นตอน 9 นาที ผลที่ผ่านการรับรองทางคลินิก เริ่มด้วยขั้นตอนที่สำคัญที่สุด — Swiss Snow White SPF50+ PA++++ ที่ Shopee TH · Lazada TH · TikTok Shop แบ่งปันบทความดีๆผ่านทาง

แบ่งปันบทความดีๆผ่านทาง
Read More

“กลัวหน้ามัน” — ทำไมการไม่ทาครีมกันแดดถึงทำให้หน้ามันแย่ลง

“หน้ามัน เลยไม่ทาครีมกันแดดกลัวอุด” ถ้าคุณเคยพูดหรือเชื่อแบบนี้ — คุณกำลังทำให้หน้ามันขึ้น รูขุมขนกว้างขึ้น และฝ้าแย่ลงทุกวันโดยไม่รู้ตัว วิทยาศาสตร์เผยความขัดแย้งที่โหดร้าย: รังสี UV-A กระตุ้นต่อมผลิตซีบัมให้ผลิตน้ำมันมากขึ้นโดยตรง การหลีกเลี่ยงครีมกันแดดทำให้คุณขาดสิ่งเดียวที่จะลดความมันได้จริง ความขัดแย้ง UV-ซีบัม นี่คือกลไกที่อธิบายว่าทำไมผิวไทยที่ไม่ทา SPF ถึงมันขึ้นเรื่อยๆ: การศึกษาปี 2022 ใน Journal of Investigative Dermatology ยืนยันว่าการใช้ SPF50+ ทุกวันเป็นเวลา 8 สัปดาห์ ลดการผลิตซีบัมเฉลี่ย 18% ในกลุ่มตัวอย่างที่มีผิวมัน — เพราะตัวกระตุ้น UV ถูกกำจัดออกไป ทำไมครีมกันแดดส่วนใหญ่ถึงรู้สึกเลอะมัน ปัญหา “ครีมกันแดดเลอะมัน” มีอยู่จริง แต่เป็นปัญหาของสูตรตำรับ ไม่ใช่คุณสมบัติโดยธรรมชาติของครีมกันแดดทุกตัว ผู้กระทำผิด: โซลูชันเจล-ฟลูอิดจากสวิส Swiss Snow White Sunscreen SPF50+ PA++++ ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ปัญหาการปฏิบัติตามสำหรับผิวมันของไทยโดยเฉพาะ: ✨ ครีมกันแดดที่ช่วยลดความมันของคุณได้จริง SPF50+ PA++++ ซึมใน 60 วินาที Shopee TH · Lazada TH · TikTok Shop · LINE OA for oily skin consultation แบ่งปันบทความดีๆผ่านทาง

แบ่งปันบทความดีๆผ่านทาง
Read More

ฝ้า: โปรโตคอล 8 สัปดาห์จากสวิส — ไม่มีสเตียรอยด์ ไม่มีสารปรอท ไม่ประนีประนอม

คุณเคยลองครีมกระจ่างใสที่ “ออกฤทธิ์เร็ว” แล้วเห็นฝ้ากลับมาเข้มกว่าเดิม ผิวบางลง มีเส้นเลือดเล็กๆ ขึ้นใต้ผิว? นั่นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ครีมกระจ่างใสที่จำหน่ายออนไลน์ในไทยถึง 60% พบว่ามีสเตียรอยด์หรือสารปรอทที่ไม่ได้ระบุในฉลาก — สารที่กดฝ้าชั่วคราวแต่ก่อความเสียหายถาวรเบื้องใต้ บทความนี้นำเสนอโปรโตคอลทางผิวหนังวิทยาสวิสระยะ 8 สัปดาห์ที่จัดการฝ้าอย่างครอบคลุม — ไม่ใช่แค่เม็ดสีที่มองเห็น แต่รวมถึงสาเหตุเบื้องหลัง 3 ประการที่เฉพาะเจาะจงกับสิ่งแวดล้อมและไลฟ์สไตล์ของไทย ตัวกระตุ้นฝ้า 3 อย่างที่เฉพาะไทย โปรโตคอลรักษาฝ้ามาตรฐานมุ่งเน้นที่การสัมผัส UV-B แต่ในไทยมีตัวกระตุ้นเพิ่มเติมอีก 2 อย่างที่การรักษาส่วนใหญ่มองข้าม: ทำไมสเตียรอยด์และปรอทถึงอันตราย สเตียรอยด์ทาเฉพาะที่กดการอักเสบและลดเม็ดสีชั่วคราว — ดูเหมือน “ได้ผล” แต่การใช้ต่อเนื่องทำให้เกิด: สารปรอทยับยั้ง Tyrosinase ได้ก้าวร้าวกว่า แต่เป็นโลหะหนักที่เป็นพิษสะสมในไตและระบบประสาท เชื่อมโยงกับความเสียหายทางระบบประสาท และ ถูกห้ามใน EU, สหรัฐอเมริกา และภายใต้กฎ อย. ไทย — แต่ยังพบในการทดสอบตลาดไทยปี 2024 โปรโตคอลสวิส 8 สัปดาห์ โปรโตคอลของเราใช้เฉพาะส่วนผสมที่ได้รับการรับรองจาก EU ซึ่งมีข้อมูลความปลอดภัยหลายทศวรรษ: 💚 8 สัปดาห์ รับรองจาก EU ไม่มีสเตียรอยด์ ไม่มีปรอท ผลจริงบนผิวไทย เริ่มโปรโตคอลฝ้าสวิสวันนี้ — แชทใน LINE OA เพื่อคำแนะนำส่วนตัว · Shopee TH · Lazada TH แบ่งปันบทความดีๆผ่านทาง

แบ่งปันบทความดีๆผ่านทาง
Read More

Parsol® MCX & SOLAVEIL XT-300: ทำไมสารกรองรังสี UV มาตรฐานยุโรปถึงเหมาะกับผิวไทยที่สุด

SPF50 บนฉลากไม่มีความหมาย ถ้าสารกรอง UV สลายตัวหลังจาก 2 ชั่วโมงในความร้อนของกรุงเทพฯ นี่คือ “ความลับสกปรก” ของวงการครีมกันแดด — และเหตุผลที่ผู้หญิงหลายคนในไทยยังโดนแดดเผา ผิวคล้ำขึ้น และหงุดหงิดทั้งที่ทา “ครีมกันแดดทุกวัน” ทีมนักสูตรของ Riviera Suisse เลือกใช้ Parsol® MCX (Ethylhexyl Methoxycinnamate) และ SOLAVEIL XT-300 (Methylene Bis-Benzotriazolyl Tetramethylbutylphenol) — สารกรอง UV 2 ชนิดที่ผ่านการทดสอบอย่างเข้มงวดที่สุดในโลก ได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เข้มงวดที่สุดในโลก: EU Cosmetics Regulation (EC No 1223/2009) มาดูกันว่าทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับผิวของคุณในกรุงเทพฯ ปัญหา Photostability สารกรอง UV เคมีส่วนใหญ่ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Photodegradation — เมื่อโดนรังสี UV โครงสร้างโมเลกุลจะสลายตัวและสูญเสียความสามารถในการปกป้อง ในสภาพอากาศยุโรปที่อบอุ่น กระบวนการนี้ใช้เวลาหลายชั่วโมง แต่ในสภาพอากาศกรุงเทพฯ: UV Index 10–12: ความเข้มของ UV สุดโหดเร่งการสลายตัวของสารกรองเร็วกว่ายุโรป 3–4 เท่า อุณหภูมิแวดล้อม 35–40°C: ความร้อนทำลายพันธะโมเลกุลในสารกรอง UV ความชื้น 70–90%: เหงื่อเจือจางและดันโมเลกุลสารกรองออกจากผิว มุมของแสงแดดเขตร้อน: รังสี UV-A ทะลุตรงกว่าตลอดทั้งปี (ไม่มีฤดูกาลลดลง) ผลลัพธ์: ครีมกันแดดที่ทดสอบได้ SPF50 ในห้องแล็บ อาจให้การปกป้องแค่ SPF15–20 หลัง 3 ชั่วโมงในกรุงเทพฯ นี่ไม่ใช่ปัญหาของ Riviera Suisse — มันคือปัญหาที่เราออกแบบมาเพื่อแก้ไข Parsol® MCX: แชมป์ความเสถียร Parsol® MCX (พัฒนาโดย DSM Nutritional Products สวิตเซอร์แลนด์) เป็นสารกรอง UV-B ที่ได้รับการศึกษาอย่างกว้างขวางที่สุดในโลก: เสถียรถึง 60°C: คงประสิทธิภาพ >95% หลังโดนแดดโดยตรง 8 ชั่วโมง แม้ในอุณหภูมิสูงสุดของกรุงเทพฯ ดูดซับ UV-B สูงสุดที่ 310nm: กำหนดเป้าหมายความยาวคลื่นที่รับผิดชอบต่อความเสียหาย DNA และผิวไหม้ในผิวเขตร้อน การทำงานร่วมกันแบบ Synergy: เมื่อรวมกับ SOLAVEIL XT-300 ทั้งสองปกป้องกันและกันจาก Photodegradation สร้าง “ระบบเสถียรภาพร่วม” ได้รับการรับรองจาก EU & Swiss: ที่ความเข้มข้นสูงสุด…

แบ่งปันบทความดีๆผ่านทาง
Read More

Edelweiss Extract: The Alpine “White Gold” That Solves Thailand’s #1 Skin Problem

You use sunscreen every single day. You avoid direct sunlight. Yet your melasma (ฝ้า) keeps returning — sometimes darker than before. If this sounds familiar, you’re not alone. Over 40% of Thai women live with persistent hyperpigmentation. And the frustrating truth: most sunscreens don’t address the root cause. Why Thai Skin Is Different Thai skin (Fitzpatrick III–IV) produces melanin more aggressively in response to UV. Even 10 minutes outdoors can trigger a melanin cascade that takes 6 months to 2 years to clear. Bangkok’s UV Index 10–12 is classified as “extreme” — and UV-A penetrates clouds to silently stimulate melanocytes in the dermis, causing deep-set ฝ้า that refuses to fade. The Science Behind Edelweiss Edelweiss (Leontopodium alpinum) survives at 2,000m under extreme UV by producing a unique…

แบ่งปันบทความดีๆผ่านทาง
Read More
by Unknown author
8 วิธีกระชับรูขุมขน ลดรูขุมขนให้ดูเล็กลง เพื่อผิวหน้าที่สวยเนียนขึ้น

8 วิธีกระชับรูขุมขนกว้าง ลดรูขุมขนให้ดูเล็กลง เพื่อผิวหน้าสวยเนียนขึ้น

     รูขุมขนกว้าง เป็นปัญหากวนใจประเภทหนึ่งบนผิวหน้าของใครหลาย ๆ คน ซึ่งปัญหานี้เกิดจากต่อมผลิตไขมันชั้นใต้ผิวหนังขยายตัวใหญ่ขึ้น ทำให้รูขุมขนบนใบหน้ามีขนาดที่ใหญ่กว่าปกติ แต่ผิวหนังบริเวณรอบ ๆ รูขุมขนจะไม่มีอาการอักเสบใด ๆ โดยรูขุมขนที่กว้างสามารถส่งผลต่อการเกิดสิว เนื่องจากการขยายขนาดของต่อมไขมันทำให้มีการผลิตไขมันมากขึ้น และมีโอกาสทำให้เกิดสิวตามมา   วันนี้เราจะพาทุกคนมาทำความเข้าใจให้มากขึ้นว่ารูขุมขนกว้างเกิดจากอะไร พร้อม 8 วิธีการดูแล รักษารูขุมขนกว้าง ไปดูกันเลย! สาเหตุที่ทำให้รูขุมขนกว้าง เกิดจากอะไร ?      หลายคนอาจจะคิดว่า สาเหตุของรูขุมขนที่กว้างนั้น อาจเป็นเพราะการล้างหน้าไม่สะอาด ทำให้รูขุมขนอุดตันและติดเชื้อ เป็นสิว และสิวก็ทำให้รูขุมขนกว้างขึ้น เพราะว่าผู้ที่มีรูขุมขนกว้างมักจะกำลังมีสิวอักเสบอยู่ หรือเคยมีประวัติว่าเป็นสิวรุนแรง ทำให้มีรอยแผลเป็นบริเวณผิวหน้า แต่จริง ๆ แล้ว การมีรูขุมขนกว้างนั้นยังไม่มีสาเหตุหลักที่แน่ชัด โดยสันนิษฐานว่าปัจจัยหลักประกอบไปด้วย พันธุกรรม เชื้อชาติ ประเภทผิว การสัมผัสกับแสงแดด และอายุ ตัวอย่างเช่น มีงานวิจัยค้นพบว่า โดยส่วนใหญ่แล้ว ผู้หญิงชาวบราซิลจะมีรูขุมขนที่กว้างมากกว่าผู้หญิงชาวจีน 8 วิธีกระชับรูขุมขนกว้าง หน้าเนียนใสไร้สิว ทำความสะอาดหน้าด้วยน้ำเย็นหรือน้ำอุณหภูมิห้อง       เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการดูแลรูขุมขนให้สะอาด เราควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ถนอมผิวหน้าอย่างอ่อนโยนประมาณวันละ 1-2 ครั้ง ไม่ควรล้างหน้าบ่อย ๆ และหลีกเลี่ยงการขัดผิวหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวหน้าแห้งเสีย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคลด้วย เพราะคนที่มีผิวหน้ามันมีแนวโน้มที่จะเกิดสิวจากการอุดตันของไขมันและสิ่งสกปรกได้ง่ายกว่า ดังนั้นจึงควรมีวินัยในการดูแลผิวที่มากขึ้น ทางรีเวียร่า สวิซ ก็มี Facial Foam ที่ได้รับรางวัล The Best Cleansing Mousse จาก CLEO BEAUTY HALL OF FAME 2019 ซึ่งเป็นโฟมเนื้อนุ่ม สามารถทำความได้อย่างล้ำลึกและอ่อนโยนต่อผิว พร้อมมอบความชุ่มชื้นหลังล้างหน้าได้ เหมาะสำหรับทุกสภาพผิว การรักษาเฉพาะจุด       บริเวณผิวที่มีความมันจะทำให้รูขุมขนบริเวณนั้นกว้างและสังเกตเห็นได้ชัดเจนมากกว่าบริเวณผิวที่แห้ง ดังนั้นการใช้ผลิตภัณฑ์หรือครีมมาสก์ใบหน้าเฉพาะจุด เช่น จมูก แก้ม หน้าผาก จะช่วยกระชับรูขุมขนและบำรุงผิวหน้าของเราได้ นอกเหนือจากนี้ ยังสามารถใช้กระดาษซับหน้ามัน เพื่อลดความมันบนใบหน้าระหว่างวันและป้องกันการอุดตันที่นำไปสู่การเกิดสิวได้ สครับผลัดเซลล์ผิวหน้า      การอุดตันที่ก่อให้เกิดการขยายตัวของรูขุมขนอาจจะเกิดจากเซลล์ผิวที่ไม่ถูกผลัดออกตามรอบการผลัดผิว ทำให้เซลล์ผิวที่ถูกผลัดนั้นไปอุดตันในรูขุมขนและทำให้รูขุมขนกว้างขึ้น ดังนั้นการสครับผิวหน้าอย่างอ่อนโยนเป็นประจำอย่างน้อย 2 – 3 ครั้ง ต่อสัปดาห์ จะช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิว ลดการอุดตันในรูขุมขน ทำให้ผิวเนียนกระจ่างใสมากยิ่งขึ้น ปกป้องผิวจากแสงแดด       ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสแดดมากจนเกินไป เนื่องจากจะทำให้ความชุ่มชื้นของผิวลดลงจนผิวแห้งเสีย และทำให้รูขุมขนกว้างขึ้นได้ ดังนั้นเราควรทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 เป็นอย่างต่ำ เช่น…

แบ่งปันบทความดีๆผ่านทาง
Read More
by Unknown author
ยารักษาสิวอักเสบบนใบหน้า ควรใช้แบบไหนดี

สิวอักเสบเกิดขึ้นบนหน้า! ควรเลือกซื้อยารักษาสิวหรือครีมแต้มสิวยังไงดี?

     เมื่อเวลาสิวอักเสบเกิดขึ้นบนใบหน้า หลายคน คงเลือกที่จะเดินเข้าไปในร้านขายยา เพื่อซื้อยารักษาสิวหรือครีมรักษาสิว นำมาแต้มสิวเอง แต่รู้หรือไม่ว่าหากเราไม่เข้าใจสภาพผิวของตัวเอง และเลือกใช้ยารักษาสิวที่ไม่เข้ากันกับประเภทของผิวและสิวที่เป็นอยู่ ก็ไม่สามารถที่จะทำให้อาการของสิวลดลงได้ ดังนั้นการได้รับการรักษาอย่างรวดเร็วและตรงจุด จะช่วยลดอาการของสิวและทำให้สิวหายไปได้ในที่สุด วันนี้เราจึงจะพาทุกคนมาทำความเข้าใจสิวอักเสบและระดับความรุนแรงของสิวอักเสบกัน! สาเหตุของการเกิดสิวอักเสบ      โดยปกติแล้ว สิวเกิดจากการที่ต่อมไขมันผลิตไขมันมากเกินไป และชั้นผิวหนังเริ่มหนาขึ้น จนไขมันไปอุดตัน สะสมอยู่ภายในรูขุมขน ทำให้เกิดอาการอักเสบแบบไม่รุนแรงใต้ผิวหนัง และก่อให้เกิดเป็นสิวประเภทต่าง ๆ นอกเหนือจากนี้ หากรูขุมขนที่อุดตัน เกิดการหมักหมมหรือไม่ได้รับการทำความสะอาดที่ดี แบคทีเรีย P.acnes จะย่อยไขมันภายในรูขุมขนนั้นเป็นอาหาร ซึ่งจะไปกระตุ้นการอักเสบให้หนักมากยิ่งขึ้น จนเกิดเป็นสิวอักเสบนั่นเอง ซึ่งสาเหตุการเกิดสิวนั้น อาจจะมาจากฮอร์โมนภายในร่างกาย ความเครียด หรือแม้กระทั่งจากแพ้สเตียรอยด์ที่เป็นส่วนผสมอยู่ในเครื่องสำอาง         การนอนดึกและพักผ่อนไม่เพียงพอก็มีผลต่อร่างกายทั้งระบบเช่นกัน เช่น ระบบหมุนเวียนเลือด น้ำเหลือง และฮอร์โมนต่าง ๆ ที่ผลิตออกมาผิดปกติ โดยร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งไปกระตุ่มต่อมไขมันให้ผลิตน้ำมันออกมามากโดยเฉพาะช่วงเวลาที่เครียด เป็นเหตุให้เกิดสิวและเกิดการอักเสบของสิวมากขึ้นอีกด้วย ดังนั้นเมื่อเรารู้ถึงสาเหตุของการเกิดสิวแล้ว เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสิวอักเสบบนใบหน้าของเรา คือสิวประเภทอะไรกันนะ? ประเภทของสิวอักเสบ      สิวอักเสบนั้นเป็นสิวที่พัฒนามาจากสิวอุดตัน เมื่อสิวอุดตันมีแบคทีเรียเจริญเติบโตอยู่ในตุ่มสิว ทำให้สิวเกิดการอักเสบ บวมแดง หากไปสัมผัสก็อาจจะทำให้เกิดความเจ็บปวดได้ สิวอักเสบสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายชนิด ขึ้นอยู่กับขนาดของสิว และความรุนแรงของการอักเสบ ได้แก่  สิวตุ่มแดง (Papule): เป็นตุ่มสิวสีแดงขนาดเล็ก ๆ แข็งนูน  สิวหัวหนอง (Pustule): เป็นตุ่มแดงและปวด เริ่มมีหัวหนองสีเหลือง เนื่องจากแบคทีเรียเจริญเติบโตบริเวณต่อมเหงื่อและรูขุมขน สิวก้อนลึก (Nodular Acne): เป็นตุ่มสิวแดงขนาดใหญ่ลึกลงไปชั้นใต้ผิวหนัง มีอาการเจ็บปวดที่รุนแรงมากขึ้นจากการที่แบคทีเรียเริ่มกระจายตัวอยู่ในชั้นใต้ผิวหนัง สิวซีสต์ (Cystic Acne): เป็นตุ่มสิวขนาดใหญ่ เกิดจากถุงน้ำใต้ผิวหนังอักเสบ เนื่องจากภายในมีหนองอักเสบ  สิวหัวช้าง (Acne Conglobata): เป็นสิวที่มีอาการอักเสบขั้นรุนแรง เนื่องจากสิวชนิดนี้จะมีอาการร่วมของสิวหัวหนอง สิวก้อนลึกและสิวซีสต์อยู่ด้วยกัน มีหนองไหลอยู่ตลอดเวลา โอกาสติดเชื้อง่าย ควรรีบทำการรักษาหรือปรึกษาแพทย์โดยด่วน ระดับความรุนแรงของสิวอักเสบและแนวทางการรักษา      การรักษาสิวนั้นค่อนข้างละเอียดอ่อน วันนี้เราจะพาทุกคนมาทำความเข้าใจสิวที่เกิดขึ้น ทั้งบนใบหน้าและต่างจุดต่าง ๆ ของร่างกายกัน เพื่อที่จะได้วางแผนและเลือกวิธีการรักษาได้อย่างเหมาะสม ซึ่งโดยปกติเราจะแบ่งสิวอักเสบตามความรุนแรงของอาการอักเสบ โดยจะมีทั้งหมด 3 ระดับ ได้แก่   ระดับที่ 1: สิวอักเสบเล็กน้อย (Acne Comedonica) ไม่มีการอักเสบรุนแรง จะพบสิวอุดตันหัวดำและหัวขาวในจำนวนเล็กน้อย มักกระจายบริเวณทั่วใบหน้า โดยเฉพาะจมูก หน้าผากและแก้ม มีโอกาสในการเกิดรอยสิวค่อนข้างต่ำ สิวในระยะนี้เราสามารถดูแลรักษาสิวได้ด้วยตนเอง ด้วยการใช้ครีมรักษาสิวหรือผลิตภัณฑ์รักษาสิวที่มีส่วนผสมของสารเหล่านี้ Benzoyl Peroxide…

แบ่งปันบทความดีๆผ่านทาง
Read More
by Unknown author
Micro Silver อ่อนโยนต่อทุกสภาพผิว ไม่ระคายเคือง

AHA BHA PHA ใช้แล้วแพ้ Micro Silver อาจจะเป็นคำตอบสำหรับคุณ

       หากใครเคยได้ยินชื่อสาร AHA BHA หรือ PHA ก็คงรู้กันอยู่แล้วว่าสารเหล่านี้ช่วยในการรักษาสิว แถมยังให้ผิวหน้าดูเรียบเนียน เนื่องจากช่วยผลัดเซลล์ผิวหน้าของเราให้หลุดออกไปเร็วขึ้น จึงเป็นที่นิยมในวงการสกินแคร์เป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามมีหลาย ๆ ท่านเกิดอาการแพ้ ระคายเคืองอย่างรุนแรงและผิวมีความไวต่อแสงจากการใช้ AHA BHA โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวบอบบาง เพราะสารสองตัวนี้มีความเป็นกรดอยู่ ซึ่งหากใครมีอาการแพ้ตามที่กล่าวมาข้างต้น สารสกัด Micro Silver อาจจะเป็นหนึ่งในตัวช่วยที่เหมาะสมสำหรับคุณ เพราะอะไร มาดูกัน! มาทำความเข้าใจการทำงานของ AHA BHA PHA กันก่อน       โดยปกติวงจรการผลัดเซลล์ผิวของร่างกายเพื่อสร้างเซลล์ผิวใหม่จะอยู่ที่ระยะเวลาประมาณ 28 วัน แต่หากมีปัจจัยอื่นมาร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็นมลภาวะ ฝุ่นควัน รังสียูวีจากแสงแดด หรืออายุที่สูงขึ้น จะทำให้วงจรการผลัดเซลล์ผิวเกิดช้าลงและประสิทธิภาพน้อยลงอีกด้วย เซลล์ผิวที่ตายแล้วจึงถูกสะสมอยู่บนผิวหนัง เป็นเหตุให้ผิวหมองคล้ำ รูขุมขนอุดตัน รวมถึงเกิดสิวอุดตันและสิวอักเสบในที่สุด  การใช้กรดช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวจึงเป็นหนึ่งตัวเลือกที่นิยมใช้กัน ซึ่งได้แก่ กลุ่ม AHA (Alpha Hydroxy Acid) หรือที่คุ้นกันในชื่อกรดผลไม้ เพราะกรดประเภทนี้ถูกสกัดมาจากผลไม้นั่นเอง เช่น  Glycolic acid, Lactic acid, Malic Acid, Citric Acid, Sugar Cane Extract เป็นต้น กรดกลุ่ม AHA จะช่วยให้เซลล์เก่า ๆ บนผิวหน้าของเราหลุดออกไปเร็วขึ้น ทั้งยังกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่และสร้างคอลลาเจนในผิวชั้น Dermis สามารถลดริ้วรอยบนใบหน้าได้ดี และลดสิวที่อุดตันได้ กลุ่ม BHA (Beta Hydroxy Acid) จะใช้ Salicylic acid เป็นสารผลัดเซลล์ผิว โดยมีความต่างจาก AHA ตรงที่ BHA จะละลายในน้ำมัน  จึงซึมลงรูขุมขนเพื่อผลัดเซลล์ผิว ลดการอุดตันได้ดี รวมถึงต้านการอักเสบ ลดสิวอักเสบได้บ้าง กลุ่ม PHA (Poly Hydroxy Acid) ทำหน้าที่ผลัดเซลล์ผิวคล้าย AHAs แต่มีขนาดโมเลกุลที่ใหญ่กว่า จึงซึมลงสู้ผิวได้ไม่ดีเท่า AHAs และประสิทธิภาพก็จะด้อยกว่าด้วยเช่นกัน แต่จะก่อให้เกิดการระคายเคืองได้น้อยกว่า จึงเป็นตัวเลือกสำหรับผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย ผลข้างเคียงของ AHA และ BHA        ที่จริงแล้วผลิตภัณฑ์ที่ใช้บนผิวหน้าไม่ควรมีความเข้มข้นของกรด AHA เกิน 10% ส่วนผลิตภัณฑ์สำหรับผิวกายไม่ควรมีความเข้มข้นของกรด AHA เกิน 15%…

แบ่งปันบทความดีๆผ่านทาง
Read More

Shopping cart

0
image/svg+xml

No products in the cart.

Continue Shopping