หลาย ๆ ท่านเวลาออกจากบ้านในช่วงกลางวันซึ่งเป็นเวลาที่แสงแดดแรงและจ้ามาก หนึ่งในสกินแคร์ที่ต้องนึกถึงเป็นอันดับแรกคงหนีไม่พ้น “ครีมกันแดด” คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่ายิ่งค่า SPF สูงเท่าไหร่ก็ยิ่งดี ทั้งที่จริงแล้วอาจจะไม่ใช่แบบนั้นเสมอไป วันนี้เราจะมาดูกันว่า SPF จริง ๆ แล้วคืออะไรและควรเลือกครีมกันแดดอย่างไรให้เหมาะสมกับตัวเอง มาดูกันเลย!

รังสี UV วายร้ายจากแสงแดด

     คนส่วนใหญ่จะเข้าใจกันโดยรวมว่า รังสี UV จะส่งผลให้ผิวของเราดำ หมองคล้ำ แต่จริง ๆ แล้ว รังสี UV สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่ 

  1. รังสี UVA: เป็นตัวการที่ทำให้ผิวมี ริ้วรอย เหี่ยวย่น แก่ก่อนวัย และทำให้เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งผิวหนังได้ เนื่องจากรังสี UVA สามารถทะลุไปถึงชั้นผิวหนังแท้และจะไปกดภูมิต้านทาน ทำลายคอลลาเจนใต้ชั้นผิวหนังของเรา รังสีชนิดนี้ยังสามารถทะลุผ่านกระจกได้ ดังนั้นจึงควรทาครีมกันแดดไว้ถึงแม้ว่าจะอยู่ภายในอาคาร จำสั้น ๆ ไว้ว่า UVA ทำให้เกิด Aging 
  2. รังสี UVB: รังสีชนิดนี้ส่วนใหญ่จะทำอันตรายให้แก่ชั้นผิวหนังกำพร้า จึงส่งผลให้ผิว ไหม้แดด ดำ หมองคล้ำ เกิดฝ้า กระ จุดด่างดำ ได้ รังสี UVB ไม่สามารถทะลุผ่านกระจกได้ จำสั้น ๆ ว่า UVB ทำให้เกิด Burning

SPF คืออะไรกันแน่ ?

     SPF ย่อมาจาก Sun Protection Factor เป็นค่าที่บอกถึงประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVB เท่านั้นของครีมกันแดด โดย SPF 1 ก็คือความสามารถของผิวในการทนแสงแดดตามปกติ ก่อนที่ผิวจะไหม้ หมายความว่า ถ้าเราทาครีมกันแดดที่มี SPF 30 ผิวของเราจะทนแสงแดดที่แรงเท่าเดิมได้เป็นเวลานานขึ้นถึง 30 เท่า เช่น ถ้าในสภาวะปกติผิวของคุณสามารถทนแดดแรงเท่านี้ได้เป็นเวลา 10 นาที การทาครีมกันแดดที่มี SPF 30 จะทำให้ผิวคุณทนแดดที่แรงเท่าเดิมได้ถึง 300 นาที ถ้าแสงแดดแรงขึ้น เวลาที่ทนแดดได้ก็จะน้อยลง แต่ถ้าแดดอ่อนลง เวลาที่ผิวคุณจะทนแดดได้ก็จะเพิ่มขึ้นนั่นเอง สรุปได้ว่า การที่มี SPF มากขึ้นจะสามารถเพิ่มระยะเวลาให้ผิวทนต่อแดดได้นานขึ้นนั้นเอง

     เนื่องจากค่า SPF สามารถบอกได้ถึงความสามารถในการป้องกันรังสี UVB ของครีมกันแดดเท่านั้น ในปัจจุบันครีมกันแดดจึงถูกพัฒนาให้สามารถกันรังสี UVA ได้ โดยจะมีมาตรฐานการวัดเพื่อบอกประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA ที่เรียกว่า Persistent Pigment Darkening หรือย่อว่า PPD และค่าของการวัดด้วยวิธีนี้ คือ PA ซึ่งย่อมาจาก Protection grade of UVA โดยจะแบ่งออกเป็น 4 ระดับ ดังนี้  PA+, PA++, PA+++, และ PA++++

SPF 30 พอไหม ? SPF 30 กับ SPF 50 ต่างกันอย่างไร

     จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่า หากเราใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 จะสามารถปกป้องรังสี UV ได้นาน 450 นาที หรือราว 7 ชั่วโมงครึ่งซึ่งก็ถือว่าครอบคลุมสำหรับการใช้ชีวิตประจำวันทั่วไป โดยช่วงเวลาที่แสงแดดแรงและเป็นอันตรายต่อผิวของเราอยู่ในช่วง 09.00 น. – 15.00 น. แต่ถ้าหากเราจำเป็นต้องเผชิญกับแสงแดดทั้งวัน อย่างเช่นไปเที่ยวทะเลหรือต่างจังหวัด ก็สามารถทาครีมกันแดดที่มี SPF 50 ได้เพื่อการป้องกันรังสี UV ที่นานขึ้น

     โดยปกติ ค่า SPF 30 เป็นที่นิยมมากที่สุดในบรรดาครีมกันแดดต่างๆ และก็เป็นที่แนะนำสำหรับผิวทุกประเภท โดยไม่มีครีมกันแดดชนิดไหนที่สามารถกันรังสี UV ได้ 100% SPF 15 สามารถกันรังสี UVB ได้ 93%, SPF 30 สามารถกันรังสี UVB ได้ 97% และ SPF 50 สามารถกันรังสี UVB ได้ถึง 98% ถ้าสังเกตดูแล้ว ความแตกต่างระหว่าง SPF 30 และ SPF 50 นั้นมีแค่ 1% ของการปกป้องที่เพิ่มขึ้นมา ซึ่งหมายความว่าครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไปจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UV พอ ๆ กัน ดังนั้นเราไม่จำเป็นที่จะต้องซื้อครีมกันแดดที่มีค่า SPF เกินกว่า 30 เสมอไป

การใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง ๆ มีข้อเสีย หรืออันตรายอะไรไหม ?

     หลายคนที่ทา SPF สูง ๆ มักจะคิดว่าทาไปแล้ว สู้แดดได้ ไม่ต้องกลัวแดดอีกเลยทั้งวัน แต่ความจริงแล้ว ครีมกันแดดไม่สามารถปกป้องเราได้เต็มประสิทธิภาพตามที่ระบุจากค่า SPF เนื่องจากปัจจัยภายนอกอื่น ๆ เช่น อุณหภูมิ, ความชื้น, การเคลื่อนไหวในการทำกิจกรรมต่าง ๆ เพราะฉะนั้นแล้ว หากเราต้องออกไปเจอแดดเป็นเวลานาน ควรจะทาครีมกันแดดใหม่อย่างน้อย 2 – 3 ชั่วโมงต่อครั้ง อย่างไรก็ตาม ไม่ควรใช้ครีมกันแดดติดต่อกันบ่อยครั้งและเป็นเวลานานมากเกินไป เนื่องจากอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการอุดตัน และเป็นต้นเหตุของการเกิดสิวได้

     ดังนั้น ในขณะที่เราปกป้องผิวจากแดด เราควรบำรุงผิวของเราให้มีสุขภาพที่ดี ผิวใสไร้สิวไปด้วย ซึ่งทาง รีเวียร่า สวิซ ได้รวมสองคุณสมบัติมาไว้ในขวดเดียว นั่นก็คือ Riviera Suisse Face balm SPF 30 PA+++

SPF sunscreen Riviera Suisse รีเวียร่า สวิซ

แนะนำผลิตภัณฑ์สกินแคร์กันแดดจากทาง Riviera Suisse

     รีเวียร่า สวิซ เฟซ บาล์ม ครีมบำรุงผิวหน้าพร้อมกันแดด ขนาด 30 มล. ผลิตภัณฑ์จาก Riviera Suisse เวชสำอางชั้นนำจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ 

  • ครีมนี้มีคุณสมบัติช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดและรังสี UVA และ UVB ด้วย SPF 30 PA+++
  • ทำให้ผิวขาวกระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติทันทีที่ใช้ ด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ Chromabright MFF และ Sunsil Tin natural white 
  • ปกป้องผิวพร้อมบำรุงล้ำลึก ด้วยวิตามินอีที่ช่วยชะลอริ้วรอยแห่งวัยบนใบหน้า
  • มีสารสกัดจากดอกเอเดลไวส์ สารสกัดอันทรงคุณค่าจากเทือกเขาแอลป์ สวิตเซอร์แลนด์ที่ช่วยบำรุงผิวของคุณให้ชุ่มชื้นอย่างล้ำลึก
  • เห็นผลชัดเจนหลังใช้ต่อเนื่อง 28 วัน
  • ผลิตภัณฑ์ผ่านการทดสอบโดยแพทย์ผิวหนังและเหมาะกับทุกสภาพผิว

สำหรับวิธีใช้ ให้หมุนฝาขวดเพื่อปลดล็อกและกดฝาขวดเบาๆ ทาครีมให้ทั่วใบหน้าและลำคอ ก่อนแต่งหน้าในตอนเช้า สำหรับคนที่มีผิวแห้ง แนะนำให้ใช้โทนเนอร์หรือเซรั่มทาก่อนลงครีม หลีกเลี่ยงบริเวณดวงตา ปิดฝาให้สนิทเพื่อรักษาประสิทธิภาพสูงสุดของผลิตภัณฑ์ 

 

Source: Pharmabeautycare.com, gqthailand.com, cosmenet.in.th

แบ่งปันบทความดีๆผ่านทาง

Follow Us on Social Media:

เผยผิวสุขภาพดีไปกับเรา

Shopping cart

0

No products in the cart.