ในช่วงนี้ที่มีการระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 อย่างแพร่หลาย ทำให้ทุกคนหันมาใส่หน้ากากอนามัยหรือแมสก์กันเพื่อป้องกันการติดต่อของเชื้อไวรัส อย่างไรก็ตามการใส่แมสก์เป็นเวลานานตลอดทั้งวันจะส่งผลให้ผิวหน้าเกิดการระคายเคือง อับชื้น โดยเฉพาะสาว ๆ ที่ต้องแต่งหน้า เมื่อเครื่องสำอางผสมกับเหงื่อแล้ว ผิวหน้าบริเวณที่ใส่แมสก์ เช่น จมูก แก้ม หรือ คาง จะเกิดการอุดตันที่รูขุมขนและทำให้เกิดสิวต่าง ๆ ตามมา ทั้งสิวผด สิวอุดตัน ด้วยเหตุนี้เราจะมาลองทำความรู้จักกับ สิวผด กันว่าสิวชนิดนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วเราจะมีวิธีรักษาสิวผดวิธีไหนบ้างเพื่อผิวหน้าที่ใส เรียบเนียน ในยุค COVID-19 กัน!

ลักษณะของสิวผด

      สิวผด จะมีลักษณะเป็นตุ่มนูนเล็ก ๆ สีแดง ไม่มีหัว จำนวนมาก เมื่อสัมผัสแล้วจะรู้สึกสาก ๆ เป็นเม็ดทราย มีอาการคันและแสบบริเวณที่เกิดสิวผด ซึ่งที่จริงแล้วสิวผดพัฒนามาจากผื่น เนื่องจากเมื่อเกิดผื่นขึ้น ต่อมไขมันก็จะผลิตไขมันออกมามากจนผิดปกติ ทำให้เกิดการอุดตัน จนทำให้เป็นสิวผดนั่นเอง ส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นบริเวณใบหน้าที่ถูกแสงแดดเป็นประจำ เช่น หน้าผาก โหนกแก้ม ข้างจมูก คาง หรือแม้กระทั่งเกิดขึ้นบนแผ่นหลัง หรือหน้าอกของเราก็ได้ 

สิวผด เกิดจากอะไร?

      สิวผด สามารถเกิดได้ทั่วทั้งร่างกายหากบริเวณนั้นมีการอับชื้น หมักหมม ทำให้ต่อมเหงื่อไม่สามารถระบายเหงื่อออกมาได้หมด จนรูขุมขนอุดตันและเกิดเป็นตุ่มเล็ก ๆ เหมือนเป็นผด โดยสาเหตุส่วนใหญ่ที่กระตุ้นให้เกิดสิวผดนั้นมาจากปัจจัยภายนอก เช่น 

  1. มลภาวะทางอากาศ เช่น ฝุ่น PM 2.5 เชื้อโรค หรือ แบคทีเรีย ที่กระจายตัวอยู่ในอากาศ เมื่อมาสัมผัสกับผิวแล้วก็อาจจะทำให้เกิดการอุดตันในรูขุมขน หรืออาจจะทำให้เกิดสิวอักเสบได้
  2. อากาศร้อน จะส่งผลให้ต่อมเหงื่อระบายเหงื่อออกมามาก ทำให้เกิดการอับชื้น และเมื่อเหงื่อไปรวมกับสิ่งสกปรกก็จะเป็นสาเหตุให้เกิดสิวผดขึ้น บางคนอาจจะไม่มีสิวผดในช่วงเช้าหรือเย็น เนื่องจากอากาศไม่ร้อนมาก แต่เมื่อถึงช่วงกลางวันที่มีแดดแรง สิวผดก็จะเห่อขึ้นมาบนใบหน้าอีก
  3. พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ทั้งการใส่หน้ากากอนามัยเป็นระยะเวลานาน การล้างหน้าบ่อยเกินไปจนทำให้ผิวเสียสมดุล การไม่ล้างเครื่องสำอางก่อนเข้านอน การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือการใช้มือที่ไม่สะอาดสัมผัสบนผิวหน้า ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวผดขึ้นได้

สิวผด รักษาอย่างไรได้บ้าง?

      โดยส่วนใหญ่แล้วการรักษาสิวผดควรทำควบคู่ไปกับการป้องกันไม่ให้สิวผดมีเพิ่มมากขึ้น โดยจะมีวิธีดังต่อไปนี้ 

  1. ใช้ยาทากลุ่มสเตียรอยด์ จะเข้าไปช่วยระงับอาการเกิดผดผื่นและระคายเคืองได้เป็นอย่างดี แต่ทั้งนี้ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ เนื่องจากหากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจจะทำให้ผิวอ่อนแอลงและบอบบาง ทำให้ไวต่อการเกิดสิวต่าง ๆ ตามมา
  2. หลีกเลี่ยงการใช้ครีมหรือยาที่ก่อให้เกิดการแพ้ ยาหรือครีมที่มีส่วนผสมของสารสำคัญ เช่น Retinoic acid, Benzoyel peroxide AHA, BHA จะทำให้ผิวหน้าแห้งลอก บอบบางและเกิดการระคายเคืองได้ 
  3. หลีกเลี่ยงแสงแดด ไม่ควรเดินในที่โล่งแจ้งเป็นระยะเวลานาน หากจำเป็น ควรทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป เพื่อการปกป้องผิวที่มีประสิทธิภาพตลอดทั้งวัน ทางรีเวียร่า สวิซ ก็มี Face balm SPF30 PA+++ ที่สามารถบำรุงผิวหน้าให้ชุ่มชื้นพร้อมกันแดดได้และยังอ่อนโยนต่อทุกสภาพผิว
  4. ล้างมือให้สะอาดก่อนสัมผัสผิวหน้า เพื่อไม่ให้แบคทีเรียหรือสิ่งสกปรกที่ติดอยู่บนมือไปอุดตันรูขุมขน นอกจากนี้หากมีสิวบนใบหน้า ก็ไม่ควรแกะสิว เพราะอาจจะทำให้สิวเกิดการระคายเคืองและอักเสบได้
  5. ล้างหน้าให้สะอาด ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ถนอมผิวหน้าอย่างอ่อนโยนประมาณวันละ 1-2 ครั้ง ไม่ควรล้างหน้าบ่อย ๆ และหลีกเลี่ยงการขัดผิวหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวหน้าแห้งเสีย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคลด้วย คนที่มีผิวหน้ามันมีแนวโน้มที่จะเกิดสิวจากการอุดตันของไขมันและสิ่งสกปรกได้ง่ายกว่า ดังนั้นจึงควรมีวินัยในการดูแลผิวที่มากขึ้น ซึ่งทางรีเวียร่า สวิซ ก็มี Facial Foam ที่ได้รับรางวัล The Best Cleansing Mousse จาก CLEO BEAUTY HALL OF FAME 2019 ซึ่งเป็นโฟมเนื้อนุ่ม สามารถทำความได้อย่างล้ำลึกและอ่อนโยนต่อผิว พร้อมมอบความชุ่มชื้นหลังล้างหน้าได้ เหมาะสำหรับทุกสภาพผิว
  6. สูตรพอกหน้ารักษาสิวผด เป็นวิธีการรักษาด้วยธรรมชาติ สามารถรักษาได้ง่าย ๆ เช่น

  • สูตรน้ำผึ้ง  ล้างหน้าให้สะอาด จากนั้น นำน้ำผึ้งบริสุทธิ์ประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ มาทาบริเวณที่เป็นสิวผด ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น
  • สูตรไข่ขาว นำไข่ไก่มาแยกเอาเฉพาะไข่ขาว แล้วผสมน้ำมะนาวลงไปเล็กน้อย จากนั้นนำมาทาบนใบหน้า ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 30-60 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ทำอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ทำติดต่อกัน 3-4 สัปดาห์
  • สูตรมะเขือเทศ นำมะเขือเทศสดมาสับและบดให้ละเอียด เติมโยเกิร์ตรสธรรมชาติ 2 ช้อนโต๊ะ และคนให้เข้ากัน จากนั้นนำมาพอกใบหน้าให้ทั่ว ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่นให้สะอาด

Source: romrawin.com, wongnai.com

แบ่งปันบทความดีๆผ่านทาง

Follow Us on Social Media:

เผยผิวสุขภาพดีไปกับเรา

Shopping cart

0

No products in the cart.