สิวเสี้ยน เป็นหนึ่งในปัญหาสิวที่สามารถพบเจอได้บ่อย ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นบริเวณจมูก คางและใต้ริมฝีปาก โดยจะมีลักษณะคล้ายสิวอุดตันหัวดำและมีกระจุกขนเล็ก ๆ หลายเส้นรวมกันอยู่ในสิวพร้อมกับไขมันหรือเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วทำให้เกิดการอุดตัน วันนี้เราจะมาดูกันว่าต้นตอของการเกิดสิวเสี้ยนนั้นมาจากอะไร และมีวิธีการดูแลรักษาสิวเสี้ยนได้อย่างไรบ้าง! 

สาเหตุของสิวเสี้ยน สิวเสี้ยน คืออะไร

     สาเหตุหลักของสิวเสี้ยนคือการอุดตันในรูขุมขน แต่ยังไม่เกิดการอักเสบเหมือนกับสิวทั่วไป จึงทำให้ไม่มีลักษณะบวมแดงเหมือนสิวอักเสบ โดยมีหลายสาเหตุที่ทำให้รูขุมขนอุดตันและมีสิวเสี้ยน ดังนี้

  • ต่อมรูขนสร้างขนอ่อนขึ้นมามากกว่าปกติ เมื่อขนไม่สามารถผลัดร่วงได้ทันเวลา ก็จะทำให้มีกระจุกขนหลาย ๆ เส้นรวมกันทำให้รูขุมขนอุดตัน
  • การทานอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูง ส่งผลให้มีการผลิตน้ำมันมากเกินไปบริเวณผิวหน้า เพิ่มความเสี่ยงของรูขุมขนอุดตัน
  • การล้างหน้าไม่สะอาด ทำให้มีแบคทีเรียบนใบหน้า เช่น Propionibacterium acnes หรือเรียกสั้น ๆ ว่า P.acne ที่สร้างกรดไขมันอิสระ ถ้ามีกรดไขมันอิสระในปริมาณที่มากเกินไป ก็จะอุดตันรูขุมขนได้เช่นกัน
  • มีฮอร์โมนเพศชาย (testosterone) มากเกินไปในร่างกาย โดย testosterone จะกระตุ้นให้ผิวหนังสร้าง sebum หรือไขมันมากขึ้น เป็นเหตุให้รูขุมขนอุดตันได้
  • มีฮอร์โมนเพศหญิง (estrogen) ในระดับที่น้อยหรือมากเกินไป ต่างจากระดับปกติ เพราะการมี estrogen ในระดับที่สมดุลจะช่วยให้มีสิวน้อยลง

สิวเสี้ยน รักษายังไงดี?

  1. มาสก์ผิวด้วยไข่ขาว วิธีนี้เป็นวิธีที่เก่าแก่ สามารถช่วยให้สิวเสี้ยนลอกตัวออกมาได้บ้าง เริ่มด้วยการทาไข่ขาว บางๆ ที่จมูกหรือข้างแก้ม แล้วนำกระดาษซับหน้าเพียงชั้นเดียว หรือกระดาษชำระคลี่ให้บาง แปะทับลงไป ปล่อยให้แห้ง แล้วจึงดึงออก จะมีสิวเสี้ยนหลุดติดออกมาด้วย
  2. ใช้แผ่นลอกสิวเสี้ยน เริ่มจากการใช้แผ่นสิวเสี้ยนบนจมูกที่เปียก ที่สำคัญคือแผ่นแปะสิวเสี้ยนต้องแนบสนิทไปกับผิว ทิ้งไว้ 10-15 นาที รอจนแห้ง แล้วดึงแผ่นลอกสิวเสี้ยนในทางที่ย้อนรูขุมขน หลังจากนั้นให้ล้างคราบแผ่นลอกสิวเสี้ยนด้วยน้ำเย็นเพื่อช่วยปิดรูขุมขน โดยมีเทคนิคนิดนึงในการดึงแผ่นลอกสิวเสี้ยนย้อนรูขุมขน คือเริ่มจากที่ปลายด้านข้าง ดึงเข้าหาจมูกพร้อม ๆ กันแล้วดึงขึ้นไปด้านบนเพื่อย้อนรูขุมขน จะเป็นวิธีดึงที่ทำให้สิวเสี้ยนออกมาได้เยอะที่สุด
  3. Laser ส่วนใหญ่แล้ว การใช้เลเซอร์สามารถกำจัดจุดดำจากสิวเสี้ยนได้มากกว่าร้อยละ 50 และเมื่อทำหลาย ๆ ครั้งสามารถกำจัดสิวเสี้ยนได้เกือบหมด แต่เลเซอร์ไม่ช่วยทำให้รูขุมขนเล็กลง และรูขุมขนที่กว้างอาจทำให้เกิดสิวเสี้ยนได้อีก วิธีนี้ใช้ได้ผลดีในกรณีของสิวเสี้ยนหัวดำ แต่เป็นวิธีที่มีค่าบริการค่อนข้างแพง
  4. ทายารักษาสิวเสี้ยน ยารักษาสิวเสี้ยนที่มีกรดวิตามินเอ (retinoic acid) มีคุณสมบัติช่วยลดการอุดตันในต่อมไขมัน ช่วยป้องกันการเกิดสิวเสี้ยนใหม่ แต่กรดวิตามินเอทำให้ผิวหนัง sensitive มากกว่าปกติ อาจจะทำให้ผิวแห้ง แสบและลอก หน้าแดงได้ จึงควรทาเฉพาะบริเวณจมูก หน้าผาก หรือคางที่มีสิวเสี้ยน แค่วันละ 1 ครั้งก่อนนอน หลีกเลี่ยงการทาบริเวณรอบดวงตา รอบจมูก หรือรอบปากซึ่งผิวหนังบริเวณดังกล่าวนี้บางกว่าบริเวณอื่น โดยมากจะเห็นผลว่าสิวเสี้ยนลดลงหลังจากใช้ยานี้เป็นเวลา 3-4 เดือน บางคนอาจจะมีสิวมากขึ้นหลังจาก 3-4 สัปดาห์แต่หลังจากนั้นสิวจะค่อย ๆ ลดลง
  5.  

วิธีป้องกันสิวเสี้ยน

     เมื่อเราทราบสาเหตุของการเกิดสิวเสี้ยนแล้วว่าเกิดจากการที่รูขุมขนนั้นอุดตันจากการหมักหมมของสิ่งสกปรกและแบคทีเรีย ดังนั้นเราจึงควรดูแลใบหน้าและรูขุมขนของเราให้สะอาด ด้วยการ

  1. เช็ดเครื่องสำอางทุกครั้งก่อนเข้านอน เนื่องจากเครื่องสำอางเป็นอีกตัวการหนึ่งที่ทำให้รูขุมขนอุดตัน เราจึงควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาพผิวอย่าง Biphasic Fluid Cleansing Oil จากทาง รีเวียร่า สวิซ ที่สามารถทำความสะอาดเครื่องสำอางทั้งแบบกันน้ำและไม่กันน้ำได้อย่างหมดจด รู้สึกได้ถึงผิวหน้าที่นุ่มขึ้น เรียบเนียนและให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว ไม่ทำให้ผิวแห้งตึง
  2. เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ถนอมผิวหน้าอย่างอ่อนโยนประมาณวันละ 1-2 ครั้ง ไม่ควรล้างหน้าบ่อย ๆ จนเกินไป โดยทาง รีเวียร่า สวิซ มีผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ถนอมผิวอย่าง Facial Foam โฟมล้างหน้าเนื้อนุ่ม เหมาะกับทุกสภาพผิว  ทำความสะอาดได้อย่างล้ำลึกและอ่อนโยน พร้อมมอบความชุ่มชื้นหลังล้างหน้า และลดปัจจัยที่กระตุ้นให้รูขุมขนกว้าง หลังจากนั้นอาจจะใช้โทนเนอร์เพื่อปรับผิว เตรียมตัวสำหรับการบำรุงผิวหน้า
  3. ไม่ควรบีบสิวเอง เพราะจะทำให้สิวอักเสบและลุกลามบนใบหน้าไปมากกว่าเดิม
  4. การซับหน้าด้วยกระดาษซับหน้าในระหว่างวัน สามารถช่วยลดปริมาณไขมันบนผิวหน้าได้โดยเฉพาะสำหรับคนที่มีชนิดผิวแบบ ผิวมัน
  5. ลดการทานอาหารที่มีไขมันเยอะ เพราะการทานอาหารที่มัน/หวานมากเกินไปจะเพิ่มความเสี่ยงการเป็นสิวได้ ควรทานผักและผลไม้มากขึ้นและดื่มน้ำสะอาดวันละ 6-8 แก้ว

Source: mahidol.ac.th, pobpad.com, chula.ac.th

แบ่งปันบทความดีๆผ่านทาง

Follow Us on Social Media:

เผยผิวสุขภาพดีไปกับเรา

Shopping cart

0

No products in the cart.