by Unknown author
RS Face Perfector ครีมบำรุงผิว ลดริ้วรอย ตีนกา กระชับผิวหน้า ให้ดูอ่อนวัย

Face Perfector ครีมลดริ้วรอยร่องลึก ร่องตื้น ให้ผิวกลับมาอ่อนวัยอีกครั้ง!

     ไหนใครมีปัญหาริ้วรอยร่องตื้น ร่องลึก ผิวไม่เรียบเนียนสม่ำเสมอบ้าง ยกมือขึ้น ! วันนี้เรามีผลิตภัณฑ์จาก Riviera Suisse มาแนะนำ นั่นคือ Face Perfector ครีมบำรุงและยกกระชับผิวหน้า ที่ช่วยทำให้ริ้วรอยจางลง เติมเต็มร่องลึก ซึ่งหลายคนอาจจะสงสัยกันว่าใช้แล้วจะได้ผลจริงไหม เราจะพาไปดูกันว่า Face Perfector มีดีจุดไหนและผลตอบรับจากผู้ใช้งานจริงจะเป็นอย่างไรบ้าง ไปดูกันเลย ! Riviera Suisse Face Perfector ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า      Face Perfector เป็นครีมบำรุงผิวหน้า ยกกระชับผิว เติมเต็มร่องลึก และลดเลือนริ้วรอยเฉพาะจุด ไม่ว่าจะเป็นรอบดวงตา ร่องแก้ม หรือร่อยเหี่ยวย่นต่าง ๆ ด้วยเปปไทด์สังเคราะห์ SYN®-AKE ลิขสิทธิ์เฉพาะของทาง Riviera Suisse ที่เลียนแบบการทำงานของพิษงู ซึ่งจะช่วยยับยั้งการส่งกระแสประสาทที่กระตุ้นกล้ามเนื้อหดและเกร็ง ทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย       จากผลการทดลอง พบว่าริ้วรอยบนใบหน้าลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อใช้ SYN®-AKE (4%) วันละสองครั้ง โดยในภาพรวม ผิวจะดูเรียบเนียนขึ้นและสม่ำเสมอมากขึ้นภายใน 28 วัน และหากใช้อย่างต่อเนื่อง 56 วัน จะให้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น      นอกจากนี้ ชั้นผิวหนังของเราจะถูกกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนและกรดไฮยาลูรอนิค (Hyaluronic Acid) เพื่อผิวที่กระชับ เรียบเนียน เต่งตึงและชุ่มชื้นจากภายในผิวด้วยวิตามิน A และ E รวมถึงเปปไทด์สังเคราะห์ SYN®-TC ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของทาง Riviera Suisse จึงมั่นใจได้ว่าริ้วรอยต่าง ๆ แลดูเล็กลงและตื้นขึ้นภายใน 28 วัน !       หลายคนอ่านมาถึงตรงนี้แล้วอาจจะยังไม่เชื่อว่า Face Perfector ของ Riviera Suisse นั้นใช้แล้วเห็นผลจริงหรือไม่ ใช้แล้วดียังไง อันตรายหรือเปล่า ทางเราก็มีรีวิวจากลูกค้าที่ใช้ผลิตภัณฑ์นี้จริงๆ มาให้ดูกัน  รีวิว Face Perfector จากผู้ใช้จริง      ทาง Riviera Suisse ต้องขอขอบคุณคุณลูกค้าและ influencers ทุกท่านที่มั่นใจและใช้ผลิตภัณฑ์ของทางเรา รวมถึงยังให้เสียงตอบรับหลังจากที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของเราไปแล้ว วันนี้เราจึงได้รวบรวมรีวิวต่าง ๆ จากหลายช่องทางที่ผู้ใช้รีวิวให้กับเรา มาดูกันว่าเสียงตอบรับจะเป็นอย่างไรบ้าง ไปดูกันเลย !      นี่เป็นรีวิวจากลูกค้าที่ใช้ Face Perfector จริง…

แบ่งปันบทความดีๆผ่านทาง
Read More
by Unknown author
์Niacinamide คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร

Niacinamide ส่วนผสมสุดฮอต พร้อม 8 คุณประโยชน์ แก้ครบทุกปัญหาผิว

     หลายคนคงจะพบเจอกับปัญหาสิวและผิวไม่เรียบเนียนซึ่งเป็นปัญหาผิวหลัก ๆ ที่ทำให้สาว ๆ ปวดหัวกัน หนึ่งในส่วนผสมที่หลายคนเลือกใช้เพื่อแก้ปัญหาสิว คงหนีไม่พ้น Niacinamide ซึ่งเป็นสารที่ช่วยลดการเกิดสิว ไม่ว่าจะเป็นสิวอุดตัน สิวอักเสบ และยังช่วยในเรื่องคุมความมันให้กับผิวหน้า อย่างไรก็ตามสารชนิดนี้ไม่ได้มีดีเพียงแค่ช่วยในเรื่องปัญหาสิวเท่านั้น แต่ยังมีส่วนช่วยฟื้นฟูผิวหน้าในด้านอื่น ๆ อีกด้วย วันนี้เราจะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับ Niacinamide กันให้มากขึ้นว่าคืออะไร และมีคุณประโยชน์อะไรอีกบ้าง Niacinamide คืออะไร ?      Niacinamide ที่จริงแล้วก็คือ Vitamin B3 ซึ่งอยู่ในกลุ่มวิตามินบีคอมเพล็กซ์ (B-Complex) หรือจะเรียกว่า Niacin (Nicotinic acid) ก็ได้      วิตามินตัวนี้นอกเหนือจากช่วยรักษาสิวและควมคุมความมันแล้ว ยังสามารถฟื้นฟูผิวได้ดี ไม่ว่าจะเป็น ลดอาการแดงจากสิว ลดอาการระคายเคืองบนผิว ลดเลือนริ้วรอย รอยแผลเป็นจากสิว รวมถึงช่วยให้ผิวกระชับ ชุ่มชื้นจากการกระตุ้นการผลิตเซราไมด์ (ceramide) อีกทั้ง Niacin เป็นวิตามินประเภทละลายน้ำได้ จึงมักจะนำมาใช้เป็นส่วนผสมของสกินแคร์ประเภทเซรั่ม เอสเซ้นส์ หรือมอยส์เจอร์ไรเซอร์เนื้อเบา ซึ่งเมื่อเทียบกับสกินแคร์ที่มีคุณสมบัติในการรักษาคล้าย ๆ กันแต่มีฤทธิ์เป็นกรด เช่น วิตามินซี หรือ AHA BHA และ PHA เป็นต้น Niacinamide นั้นจะอ่อนโยนต่อผิวมากกว่า ทำให้สกินแคร์ที่มีส่วนผสมนี้สามารถใช้ได้กับทุกสภาพผิว Niacinamide ทำงานอย่างไร ?       จริง ๆ แล้ว Niacinamide จะผลิตขึ้นมาในร่างกายของคนเราได้ ผ่านการรับประทานอาหารที่มีวิตามินบี 3 สูงหรือสาร niacin เช่น อโวคาโด้ เห็ด และอกไก่ หลังจากที่รับประทานเข้าไป ร่างกายจะแปลง niacin เป็น niacinamide ซึ่งช่วยในเรื่องระบบเผาผลาญ ระบบประสาทและการต่อต้านอนุมูลอิสระ ส่งผลให้การทำงานของเซลล์ผิวดียิ่งขึ้นด้วย Niacinamide มีประโยชน์อะไรบ้าง ? ช่วยลดเลือนริ้วรอย ผลการวิจัยแบบ Double-blind Study ในผู้หญิงอายุ 40-60 ปี พบว่าเมื่อใช้ Niacinamide ที่มีความเข้มข้น 5% เป็นเวลา 12 สัปดาห์ สามารถลดเลือนริ้วรอยได้ เนื่องจากสารดังกล่าวจะเข้าไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวเต่งตึงและกระชับขึ้น ช่วยรักษาสิวและลดโอกาสการเกิดสิว  Niacinamide มีฤทธิ์ที่ช่วยต่อต้านการอักเสบและลดเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดสิวบนผิว อีกทั้งยังอ่อนโยนต่อผิวมากกว่าส่วนผสมที่นิยมใช้รักษาสิว เช่น Benzoyl Peroxide หรือ Retinoids…

แบ่งปันบทความดีๆผ่านทาง
Read More
by Unknown author
8 วิธีกระชับรูขุมขน ลดรูขุมขนให้ดูเล็กลง เพื่อผิวหน้าที่สวยเนียนขึ้น

8 วิธีกระชับรูขุมขนกว้าง ลดรูขุมขนให้ดูเล็กลง เพื่อผิวหน้าสวยเนียนขึ้น

     รูขุมขนกว้าง เป็นปัญหากวนใจประเภทหนึ่งบนผิวหน้าของใครหลาย ๆ คน ซึ่งปัญหานี้เกิดจากต่อมผลิตไขมันชั้นใต้ผิวหนังขยายตัวใหญ่ขึ้น ทำให้รูขุมขนบนใบหน้ามีขนาดที่ใหญ่กว่าปกติ แต่ผิวหนังบริเวณรอบ ๆ รูขุมขนจะไม่มีอาการอักเสบใด ๆ โดยรูขุมขนที่กว้างสามารถส่งผลต่อการเกิดสิว เนื่องจากการขยายขนาดของต่อมไขมันทำให้มีการผลิตไขมันมากขึ้น และมีโอกาสทำให้เกิดสิวตามมา   วันนี้เราจะพาทุกคนมาทำความเข้าใจให้มากขึ้นว่ารูขุมขนกว้างเกิดจากอะไร พร้อม 8 วิธีการดูแล รักษารูขุมขนกว้าง ไปดูกันเลย! สาเหตุที่ทำให้รูขุมขนกว้าง เกิดจากอะไร ?      หลายคนอาจจะคิดว่า สาเหตุของรูขุมขนที่กว้างนั้น อาจเป็นเพราะการล้างหน้าไม่สะอาด ทำให้รูขุมขนอุดตันและติดเชื้อ เป็นสิว และสิวก็ทำให้รูขุมขนกว้างขึ้น เพราะว่าผู้ที่มีรูขุมขนกว้างมักจะกำลังมีสิวอักเสบอยู่ หรือเคยมีประวัติว่าเป็นสิวรุนแรง ทำให้มีรอยแผลเป็นบริเวณผิวหน้า แต่จริง ๆ แล้ว การมีรูขุมขนกว้างนั้นยังไม่มีสาเหตุหลักที่แน่ชัด โดยสันนิษฐานว่าปัจจัยหลักประกอบไปด้วย พันธุกรรม เชื้อชาติ ประเภทผิว การสัมผัสกับแสงแดด และอายุ ตัวอย่างเช่น มีงานวิจัยค้นพบว่า โดยส่วนใหญ่แล้ว ผู้หญิงชาวบราซิลจะมีรูขุมขนที่กว้างมากกว่าผู้หญิงชาวจีน 8 วิธีกระชับรูขุมขนกว้าง หน้าเนียนใสไร้สิว ทำความสะอาดหน้าด้วยน้ำเย็นหรือน้ำอุณหภูมิห้อง       เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการดูแลรูขุมขนให้สะอาด เราควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ถนอมผิวหน้าอย่างอ่อนโยนประมาณวันละ 1-2 ครั้ง ไม่ควรล้างหน้าบ่อย ๆ และหลีกเลี่ยงการขัดผิวหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวหน้าแห้งเสีย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคลด้วย เพราะคนที่มีผิวหน้ามันมีแนวโน้มที่จะเกิดสิวจากการอุดตันของไขมันและสิ่งสกปรกได้ง่ายกว่า ดังนั้นจึงควรมีวินัยในการดูแลผิวที่มากขึ้น ทางรีเวียร่า สวิซ ก็มี Facial Foam ที่ได้รับรางวัล The Best Cleansing Mousse จาก CLEO BEAUTY HALL OF FAME 2019 ซึ่งเป็นโฟมเนื้อนุ่ม สามารถทำความได้อย่างล้ำลึกและอ่อนโยนต่อผิว พร้อมมอบความชุ่มชื้นหลังล้างหน้าได้ เหมาะสำหรับทุกสภาพผิว การรักษาเฉพาะจุด       บริเวณผิวที่มีความมันจะทำให้รูขุมขนบริเวณนั้นกว้างและสังเกตเห็นได้ชัดเจนมากกว่าบริเวณผิวที่แห้ง ดังนั้นการใช้ผลิตภัณฑ์หรือครีมมาสก์ใบหน้าเฉพาะจุด เช่น จมูก แก้ม หน้าผาก จะช่วยกระชับรูขุมขนและบำรุงผิวหน้าของเราได้ นอกเหนือจากนี้ ยังสามารถใช้กระดาษซับหน้ามัน เพื่อลดความมันบนใบหน้าระหว่างวันและป้องกันการอุดตันที่นำไปสู่การเกิดสิวได้ สครับผลัดเซลล์ผิวหน้า      การอุดตันที่ก่อให้เกิดการขยายตัวของรูขุมขนอาจจะเกิดจากเซลล์ผิวที่ไม่ถูกผลัดออกตามรอบการผลัดผิว ทำให้เซลล์ผิวที่ถูกผลัดนั้นไปอุดตันในรูขุมขนและทำให้รูขุมขนกว้างขึ้น ดังนั้นการสครับผิวหน้าอย่างอ่อนโยนเป็นประจำอย่างน้อย 2 – 3 ครั้ง ต่อสัปดาห์ จะช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิว ลดการอุดตันในรูขุมขน ทำให้ผิวเนียนกระจ่างใสมากยิ่งขึ้น ปกป้องผิวจากแสงแดด       ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสแดดมากจนเกินไป เนื่องจากจะทำให้ความชุ่มชื้นของผิวลดลงจนผิวแห้งเสีย และทำให้รูขุมขนกว้างขึ้นได้ ดังนั้นเราควรทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 เป็นอย่างต่ำ เช่น…

แบ่งปันบทความดีๆผ่านทาง
Read More
by Unknown author
ผิวบอบบาง แพ้ง่าย ควรใช้สกินแคร์แบบไหนดี

ผิวบอบบาง แพ้ง่าย ดูแลอย่างไรให้ถูกวิธี

     คุณอาจจะคิดว่า ชนิดผิวโดยธรรมชาติของคุณเป็นแบบผิวบอบบางหรือผิวแพ้ง่าย (ถ้าคุณสงสัยว่าโดยธรรมชาติแล้ว คุณมีผิวชนิดไหน สามารถคลิกดูได้ที่นี่เลย) ในความเป็นจริง คุณอาจจะมีสุขภาพผิวที่ดีกว่านี้ได้ เพียงแต่ว่าตอนนี้คุณกำลังใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำร้ายผิวโดยไม่รู้ตัวนั่นเอง  วันนี้เราจะมาหาคำตอบกันว่า ผลิตภัณฑ์ชนิดไหน และสารอะไรบ้างในผลิตภัณฑ์ผิว ที่ทำอันตรายให้กับผิวคุณมากกว่าให้คุณประโยชน์ ผิวบอบบางแพ้ง่ายคืออะไร ? มีลักษณะยังไง ?      ผิวหน้าชนิดนี้ ส่วนใหญ่พบในผู้ที่มีผิวแห้ง หรือคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ โดยผิวหน้าชนิดนี้ จะบางมากๆ จนสามารถมองเห็นเส้นเลือดได้ คนที่มีผิวบอบบาง จะเกิดการแพ้ผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับผิวได้บ่อยครั้ง สาเหตุที่ทำให้ผิวขอบเราบอบบาง อาจจะเกิดได้จากหลายสาเหตุ อาจจะเกิดมาจากพันธุกรรม สภาพอากาศ มลภาวะต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งการใช้ผลิตภัณฑ์สกินแคร์ที่มีส่วนผสมที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวบ่อย ๆ ทำให้ผิวได้รับสารเคมีสะสมเป็นระยะเวลานาน รวมถึงมีโอกาสมากกว่าผิวชนิดอื่นที่จะเกิด ผื่นแดงบวม คัน สิวผด รอยไหม้ หรือรอยด่าง ผิวบอบบางจึงควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษ     ลักษณะหลักของผิวหน้าบอบบาง แพ้ง่าย ที่สามารถสังเกตได้ง่าย ผิวมีอาการแห้งคันมาก ยิ่งเกายิ่งลาม ผิวเป็นผื่นแห้งแข็งตกสะเก็ด โดยตามลักษณะนี้แล้วคือจะเป็นผิวแพ้ง่ายแน่นอน และมีโอกาสเป็นโรคผื่นแพ้กรรมพันธุ์ (Eczema) แนะนำว่าควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังทันที ผิวที่มีสิวเห่อง่าย สิวเยอะ และสิวลุกลามจนผิวหน้าแดง โดยตามอาการนี้แล้วคุณมีผิวแพ้ง่าย และอาจจะมีอาการสิวหน้าแดง (Rosacea) ด้วย เป็นไปได้ว่าคุณล้างหน้าผิดวิธีมาตลอด ถ้าคุณมีผิวลักษณะนี้ก็ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังเช่นกัน ผิวแห้งกร้าน เมื่อผิวแห้งกร้านมาก ๆ จนขาดความชุ่มชื้นและเสียสมดุล ผิวหนังเราจะมีเกราะป้องกันผิวที่อ่อนแอมาก ทำให้ผิวไวต่อสิ่งที่มาสัมผัส จนเกิดอาการระคายเคืองง่ายมากๆ      หลังจากที่เรารู้วิธีสังเกตผิวตัวเองแล้วว่าเป็นผิวบอบบาง แพ้ง่ายหรือไม่ หากเรามีผิวชนิดนี้ ก็ควรที่จะหลีกเลี่ยงสกินแคร์ที่มีส่วนผสมดังต่อไปนี้ทันที ! เพื่อไม่ให้ผิวเรายิ่งเสียไปกว่าเดิม ส่วนผสมในสกินแคร์ ที่ไม่เหมาะกับผิวแพ้ง่าย ส่วนผสมของแอลกอฮอล์ (Alcohol): ผิวบอบบางแพ้ง่าย มักระคายเคืองต่อแอลกอฮอล์ได้ง่าย เพราะแอลกอฮอล์จะดึงความชุ่มชื้นออกจากผิว ทำให้ผิวแห้ง ผิวขาดน้ำ ดังนั้นคนที่มีผิวบอบบางแพ้ง่ายควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ หรือหากมี ก็มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ให้น้อยที่สุด สารที่มีความเป็นกรดมากเกินไป เช่น กรด BHA (Beta Hydroxy Acid) กรดวิตามินซี กรดวิตามินเอ ถึงแม้ว่าสารเหล่านี้จะมีคุณสมบัติช่วยให้ผิวหน้าขาวกระจ่างใสขึ้นจริง แต่สุดท้ายกลับทำให้ผิวบอบบางลงด้วย เนื่องจากสารเหล่านี้จะไปเร่งการผลัดเซลล์ผิว ทำให้บริเวณผิวหนังกำพร้าหลุดลอกเร็วมากกว่าปกติ ส่งผลให้ผิวบอบบาง เกิดการระคายเคือง และนำไปสู่ปัญหาผิวไวต่อแสงแดด ส่วนผสมของอ็อกซีเบนโซน (Oxybenzone): ครีมกันแดดที่มีคุณภาพไม่ดีบางชนิด อาจจะมีสารนี้ ซึ่งถ้าหากใช้ครีมกันแดดที่มีสารนี้ในปริมาณมาก อาจจะส่งผลให้เกิดการระคายเคืองและเกิดอาการแพ้ได้ นอกจากจะทำให้เกิดอาการแพ้แล้ว สารนี้ยังสามารถซึมเข้าสู่ชั้นผิวหนังของเรา และซึมเข้าสู่กระแสเลือด ส่งผลให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้ ในทางกลับกัน ครีมกันแดดที่ดีควรจะปกป้องเราจากแสงแดดและรังสี UVA และ UVB รวมถึงบำรุงผิวหน้า เช่น…

แบ่งปันบทความดีๆผ่านทาง
Read More
by Unknown author
ครีมกันแดดแบบไหนเหมาะกับเรา SPF เท่าไหร่ดีถึงจะพอ

ครีมกันแดด หน้าร้อนนี้เลือกใช้ให้เหมาะสม ก่อนผิวของคุณจะเสีย!

     ช่วงนี้เข้าหน้าร้อนแล้ว หลาย ๆ คนก็จะต้องเจอกับแสงแดดแรง ๆ และจ้ามาก โดยเฉพาะช่วงกลางวัน หนึ่งในสกินแคร์ที่ต้องนึกถึงเป็นอันดับแรกคงหนีไม่พ้น “ครีมกันแดด” ที่จะคอยปกป้องผิวหน้าและผิวกายจากความหมองคล้ำ ผิวไหม้ และมะเร็งผิวหนังได้  ส่วนวิธีการเลือกครีมกันแดดนั้น คนอื่น ๆ มักเข้าใจว่ายิ่งค่า SPF สูงเท่าไหร่ก็ยิ่งกันแดดได้ดี ทั้งที่จริงแล้วอาจจะไม่ใช่แบบนั้นเสมอไป วันนี้เราพาทุกคนทำความเข้าใจ SPF กันก่อนว่าคืออะไรและควรเลือกครีมกันแดดอย่างไรให้เหมาะสมกับตัวเอง มาดูกันเลย! ทำความเข้าใจเกี่ยวกับรังสี UV วายร้ายจากแสงแดด       โดยรวมคนส่วนใหญ่จะเข้าใจกันว่า รังสี UV จะส่งผลให้ผิวของเราดำ หมองคล้ำ แต่จริง ๆ แล้ว รังสี UV สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่  รังสี UVA: เป็นตัวการที่ทำให้ผิวมี ริ้วรอย เหี่ยวย่น แก่ก่อนวัย และทำให้เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งผิวหนังได้ เนื่องจากรังสี UVA สามารถทะลุไปถึงชั้นผิวหนังแท้และจะไปกดภูมิต้านทาน ทำลายคอลลาเจนใต้ชั้นผิวหนังของเรา อีกทั้งยังสามารถทะลุผ่านกระจกได้ ดังนั้นจึงควรทาครีมกันแดดไว้ถึงแม้ว่าจะอยู่ภายในอาคาร จำสั้น ๆ ไว้ว่า UVA ทำให้เกิด Aging  รังสี UVB: รังสีชนิดนี้ส่วนใหญ่จะทำอันตรายให้แก่ชั้นผิวหนังกำพร้า จึงส่งผลให้ผิว ไหม้แดด ดำ หมองคล้ำ เกิดฝ้า กระ จุดด่างดำ ได้ รังสี UVB ไม่สามารถทะลุผ่านกระจกได้ จำสั้น ๆ ว่า UVB ทำให้เกิด Burning   SPF คือค่าอะไรกันแน่ ?       SPF ย่อมาจาก Sun Protection Factor เป็นค่าที่บอกถึงประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVB เท่านั้นของครีมกันแดด โดย SPF 1 ก็คือความสามารถของผิวในการทนแสงแดดตามระดับปกติก่อนที่ผิวจะไหม้ หมายความว่า ถ้าเราทาครีมกันแดดที่มี SPF 30 ผิวของเราจะทนแสงแดดที่แรงเท่าเดิมได้เป็นเวลานานขึ้นถึง 30 เท่า เช่น ถ้าในสภาวะปกติผิวของคุณสามารถทนแดดแรงเท่านี้ได้เป็นเวลา 10 นาที การทาครีมกันแดดที่มี SPF 30 จะทำให้ผิวคุณทนแดดที่แรงเท่าเดิมได้ถึง 300 นาที ถ้าแสงแดดแรงขึ้น เวลาที่ทนแดดได้ก็จะน้อยลง แต่ถ้าแดดอ่อนลง เวลาที่ผิวคุณจะทนแดดได้ก็จะเพิ่มขึ้นนั่นเอง สรุปได้ว่า การที่มี SPF…

แบ่งปันบทความดีๆผ่านทาง
Read More
by Unknown author

Eye Gel Night ดียังไง? ทำไมถึงเป็นตัวยอดนิยม มาฟังรีวิวจากผู้ใช้จริงกัน !

     Eye Gel Night เป็นเจลบำรุงผิวบริเวณรอบดวงตาที่ช่วยลดเลือนตีนกาและริ้วรอยใต้ตา ด้วยเปปไทด์สังเคราะห์ที่คิดค้นและวิจัยจากห้องทดลองของทาง Riviera Suisse เอง ผลิตภัณฑ์นี้เป็นที่นิยมอย่างมากอีกตัวหนึ่งของทาง RS มีลูกค้าและ influencer ที่ใช้แล้วได้ผล เห็นผลชัดเจนมากมาย โดยวันนี้เราจะไปดูกันว่า ผลตอบรับเหล่านั้นจะเป็นอย่างไรบ้าง ไปดูกันเลย ! RS Eye Gel Night ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวบริเวณใต้ตา      Riviera Suisse Eye Gel Night เป็นเจลบำรุงผิวบริเวณใต้ตาและหางตา ช่วยลดเลือนริ้วรอยหรือตีนกาให้ลดลง โดยเปปไทด์สังเคราะห์ SYN®-AKE ลิขสิทธิ์เฉพาะของทาง Riviera Suisse ที่เลียนแบบการทำงานของพิษงู ซึ่งจะช่วยยับยั้งการส่งกระแสประสาทที่กระตุ้นกล้ามเนื้อหดและเกร็ง ทำให้กล้ามเนื้อรอบดวงตาผ่อนคลาย       จากผลการทดลอง พบว่าริ้วรอยบนใบหน้าลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อใช้ SYN®-AKE (4%) วันละสองครั้ง โดยในภาพรวม ผิวจะดูเรียบเนียนขึ้นและสม่ำเสมอมากขึ้นภายใน 28 วัน และหากใช้อย่างต่อเนื่อง 56 วัน จะให้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น      นอกจากนี้ ชั้นผิวหนังของเราจะถูกกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนและกรดไฮยาลูรอนิค (Hyaluronic Acid) เพื่อผิวที่กระชับ เรียบเนียน เต่งตึงและชุ่มชื้นจากภายในผิวด้วยเปปไทด์สังเคราะห์ SYN®-HYCAN ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของทาง Riviera Suisse จึงมั่นใจได้ว่าสามารถช่วยลดปัญหาผิวรอบดวงตาได้อย่างแน่นอน      หลายคนอ่านมาถึงตรงนี้แล้วอาจจะยังไม่เชื่อว่า Eye Gel Night ของ Riviera Suisse นั้นใช้แล้วเห็นผลจริงหรือไม่ ใช้แล้วดียังไง อันตรายหรือเปล่า ทางเราก็มีรีวิวจากลูกค้าที่ใช้ผลิตภัณฑ์นี้จริงๆ มาให้ดูกัน!  รีวิว Eye Gel Night จากผู้ใช้จริง      ทาง Riviera Suisse ต้องขอขอบคุณคุณลูกค้าและ influencers ทุกท่านที่มั่นใจและใช้ผลิตภัณฑ์ของทางเรา รวมถึงยังให้เสียงตอบรับหลังจากที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของเราไปแล้ว วันนี้เราจึงได้รวบรวมรีวิวต่าง ๆ จากหลายช่องทางที่ผู้ใช้รีวิวให้กับเรา มาดูกันว่าเสียงตอบรับจะเป็นอย่างไรบ้าง ไปดูกันเลย !      รีวิวจากคุณ sa.ssp: “สาได้ลองใช้สกินแคร์ 2 ตัวนี้จาก @rivierasuisseth ✨แล้วชอบมาก ตัวแรกเป็น Face Skin Control แต้มสิว ลดรอยแดงและควบคุมความมันบนใบหน้าได้ดีมาก ส่วนอีกตัวเป็น Eye-Gel Night ลดเลือนรอยคล้ำใต้ตา แถมยังช่วยให้ริ้วรอยเล็กๆ…

แบ่งปันบทความดีๆผ่านทาง
Read More
by Unknown author
Face skin control เจลแต้มสิวอักเสบ Riviera Suisse

Face Skin Control รีวิว จากประสบการณ์การใช้งานจริงของลูกค้า ได้ผลดียังไง ?

     Face Skin Control เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ขายดีที่สุดของทาง Riviera Suisse ที่สามารถช่วยรักษาสิวอักเสบ สิวอุดตัน ให้ยุบได้ไวภายใน 6 ชั่วโมง ! อีกทั้งยังอ่อนโยนต่อผิว ไม่ทำให้ผิวระคายเคือง และแสบคันเหมือนใช้ครีมรักษาสิวทั่วไปอย่างแน่นอน หลายคนอาจจะสงสัยว่า Face Skin Control สามารถทำแบบนั้นได้จริงหรือไม่ วันนี้เราจะพาทุกคนไปหาคำตอบกัน ! RS Face Skin Control เจลแต้มสิว ยุบไวภายใน 6 ชั่วโมง      Face Skin Control เป็นผลิตภัณฑ์ รักษาสิว จากแบรนด์ชื่อดังของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ (มีชื่อว่า Riviera Suisse หรือว่า “รีเวียร่า สวิซ”)       โดยครีมตัวนี้จะมีคุณสมบัติพิเศษ ก็คือ เมื่อแต้มเจลไปแล้ว สิวที่เริ่มอักเสบหรือกำลังจะอักเสบ จะยุบลงภายใน 6 ชั่วโมง! ทำให้สิวธรรมดาไม่กลายเป็นสิวอักเสบ และยังทำให้สิวยุบลงโดยเร็วอีกด้วย      บางคนอาจจะคิดว่า การที่เจล Face Skin Control สามารถทำแบบนี้ได้ จะต้องใช้สารที่มีฤทธิ์แรง อาจจะทำให้ผิวหน้าเราบางลงไหม? จะส่งผลเสียต่อผิวในระยะยาวไหม? แต่ว่าจริงๆ แล้ว ครีมตัวนี้มีความปลอดภัยกว่าและไม่ระคายเคืองผิวเมื่อเทียบกับครีมตัวอื่นหลายตัวในท้องตลาดทั่วไป เพราะว่าได้ผ่านการทดสอบโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังมาแล้ว ไร้สารอันตรายอย่างสเตียรอยด์ พาราเบน หรือ colorant ต่างๆ เหมาะสำหรับทุกสภาพผิว โดยเฉพาะผิวที่แพ้ง่าย      แล้ว Face Skin Control รักษาสิวโดยเร็วและไม่ทำให้ผิวระคายเคืองได้อย่างไร ถ้าไม่ใช้สารที่มีฤทธิ์แรง? คำตอบก็คือ รีเวียร่า สวิซได้นำนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาโดย 2 บริษัทยักษ์ใหญ่จากแคนาดา และประเทศเยอรมัน ซึ่งก็คือบริษัท Avicanna (บริษัทชีวเภสัชภัณฑ์จากแคนาดา) และ Bio-Gate AG (บริษัท healthcare solution จากประเทศเยอรมัน) ซึ่งนวัตกรรมที่ว่านี้ก็คือ MicroSilver BG™ หรือว่า สารสกัดบริสุทธิ์จากแร่เงิน (สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ บทความ: Silver แร่เงินบริสุทธิ์ ยับยั้งสิวได้จริง MicroSilver BG™ – Riviera Suisse)       โดยปกติแล้วแร่เงินหรือ “Silver นั้นมีคุณสมบัติ ต่อต้านและยับยั้งจุลินทรีย์ต่างๆ” ซึ่งแบคทีเรียเองก็เป็นหนึ่งในจุลินทรีย์ที่มาทำร้ายผิวหน้าของเรา…

แบ่งปันบทความดีๆผ่านทาง
Read More
by Unknown author

4 คุณประโยชน์หลัก! ของทองคำบริสุทธิ์ใน RS Gold Serum Premier

Many people might wonder about the benefits of gold in skincare. Does it truly work on our skin? Are there any dangers or side effects? Today, we’ll explore how pure gold in skincare is indeed beneficial, offering real nourishment and care for our skin. How Does Pure Gold Benefit the Skin? Reduces Wrinkles and Crow’s Feet Using skincare containing gold can help fade the appearance of wrinkles and crow’s feet. Gold typically works by strengthening collagen, making it more resistant to breaking down. It also stimulates the production of proteins that help fortify the skin, promoting a healthy, smooth, and even-toned complexion free from wrinkles and dark spots. Promotes a Youthful Appearance The ions in pure gold molecules can stimulate the skin’s cellular metabolism, promoting…

แบ่งปันบทความดีๆผ่านทาง
Read More
by Unknown author
รีวิว Riviera Suisse Face Skin Control เจลแต้มสิวอักเสบและ Eye gel night เจลลดริ้วรอยรอบดวงตา

ฟังรีวิวจากผู้ใช้จริง! Face Skin Control และ Eye Gel Night ใช้แล้วได้ผลยังไง

     วันนี้ Riviera Suisse จะมาบอกต่อเกี่ยวกับรีวิวผลิตภัณฑ์ Face Skin Control และ Eye Gel Night ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ จากลูกค้าที่ใช้งานจริงและได้ผลจริง เพื่อเป็นการันตีว่าผลิตภัณฑ์ของเรานั้นมีคุณภาพ ใช้ดียังไง ก็ไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมกันเลย! RS Face Skin Control เจลแต้มสิว ยุบไวภายใน 6 ชั่วโมง      Face Skin Control เป็นผลิตภัณฑ์ รักษาสิว จากแบรนด์ชื่อดังของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ (มีชื่อว่า Riviera Suisse หรือว่า “รีเวียร่า สวิซ”)       โดยครีมตัวนี้จะมีคุณสมบัติพิเศษ ก็คือ เมื่อแต้มครีมไปแล้ว สิวที่เริ่มอักเสบหรือกำลังจะอักเสบ จะยุบลงภายใน 6 ชั่วโมง! ทำให้สิวธรรมดาไม่กลายเป็นสิวอักเสบ และยังทำให้สิวยุบลงโดยเร็วอีกด้วย      บางคนอาจจะคิดว่า การที่ครีม Face Skin Control สามารถทำแบบนี้ได้ จะต้องใช้สารที่มีฤทธิ์แรง อาจจะทำให้ผิวหน้าเราบางลงไหม? จะส่งผลเสียต่อผิวในระยะยาวไหม? แต่ว่าจริงๆ แล้ว ครีมตัวนี้มีความปลอดภัยกว่าและไม่ระคายเคืองผิวเมื่อเทียบกับครีมตัวอื่นหลายตัวในท้องตลาดทั่วไป เพราะว่าได้ผ่านการทดสอบโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังมาแล้ว ไร้สารอันตรายอย่างสเตียรอยด์ พาราเบน หรือ colorant ต่างๆ เหมาะสำหรับทุกสภาพผิว โดยเฉพาะผิวที่แพ้ง่าย      แล้ว Face Skin Control รักษาสิวโดยเร็วและไม่ทำให้ผิวระคายเคืองได้อย่างไร ถ้าไม่ใช้สารที่มีฤทธิ์แรง? คำตอบก็คือ รีเวียร่า สวิซได้นำนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาโดย 2 บริษัทยักษ์ใหญ่จากแคนาดา และประเทศเยอรมัน ซึ่งก็คือบริษัท Avicanna (บริษัทชีวเภสัชภัณฑ์จากแคนาดา) และ Bio-Gate AG (บริษัท healthcare solution จากประเทศเยอรมัน) สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ บทความ: Silver แร่เงินบริสุทธิ์ ยับยั้งสิวได้จริง MicroSilver BG™ – Riviera Suisse ซึ่งนวัตกรรมที่ว่านี้ก็คือ MicroSilver BG™ หรือว่า สารสกัดบริสุทธิ์จากแร่เงิน      โดยปกติแล้วแร่เงินหรือ “Silver นั้นมีคุณสมบัติ ต่อต้านและยับยั้งจุลินทรีย์ต่างๆ” ซึ่งแบคทีเรียเองก็เป็นจุลินทรีย์ที่มาทำร้ายผิวหน้าของเรา ทำให้เกิดสิวอุดตันและสิวอักเสบ จึงไม่แปลกใจที่ MicroSilver นั้นสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียบนใบหน้าของเรา โดยเฉพาะในบริเวณที่สิวกำลังจะอักเสบ…

แบ่งปันบทความดีๆผ่านทาง
Read More
by Unknown author

RS Swiss Gold Serum ริ้วรอยหายไป ด้วยเซรั่มทองคำ!

      รีเวียร่า สวิซ ไม่หยุดที่จะคิดค้นนวัตกรรมและสกินแคร์ใหม่ ๆ ออกมา เพื่อต้องการให้ทุกคนมีสุขภาพผิวที่ดี อ่อนเยาว์ แข็งแรง และมีความมั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวัน ดังนั้นวันนี้รีเวียร่า สวิซ จึงได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ นั่นคือ Riviera Suisse Swiss Gold Serum Premier เซรั่มทองคำลดเรือนริ้วรอย ถ้าอยากรู้ว่าผลิตภัณฑ์นี้มีคุณสมบัติอะไรบ้าง ใช้แล้วดีอย่างไร เราจะพาทุกคนไปดูกัน! ริ้วรอยบนใบหน้าเกิดจากอะไร?       ริ้วรอยบนใบหน้านั้น สาเหตุหลักเกิดจากคอลลาเจนในชั้นผิวลดลงเรื่อย ๆ เนื่องจากคอลลาเจน เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่ช่วยให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่น คงความกระชับ เต่งตึง แข็งแรง ซึ่งโดยปกติจะพบคอลลาเจนได้ตามกระดูก กระดูกอ่อน รวมถึงเนื้อเยื่อต่าง ๆ ในร่างกายของคนและสัตว์ และเมื่อเรารับประทานโปรตีนจากเนื้อสัตว์ ปลา หรือผลิตภัณฑ์จากนมเข้าไป โปรตีนนั้นจะถูกย่อยสลายจนแตกตัว และต่อตัวขึ้นใหม่เป็นโปรตีนที่ช่วยในการซ่อมแซมกล้ามเนื้อหรือกระบวนการรักษาแผล ซึ่งเราเรียกว่า คอลลาเจน นั่นเอง       ในช่วงอายุ 20 ต้น ๆ ผิวหนังของเราจะมีคอลลาเจนประกอบอยู่ประมาณ 75% แต่ส่วนใหญ่อาจจะมีน้อยกว่านั้น เนื่องจากปัจจัยรอบตัวต่าง ๆ เช่น ความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ รังสี UV จากแสงแดด รับประทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่ สูบบุหรี่       ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น หย่อนคล้อย และเกิดริ้วรอยก่อนวัยอันควร อย่างไรก็ตาม ร่างกายจะเริ่มผลิตคอลลาเจนน้อยลงตามอายุที่มากขึ้น โดยเฉลี่ยถึงปีละ 1.5% ทำให้ผู้ที่มีอายุมาก ผิวหนังจะเหี่ยวย่น มีริ้วรอย ขาดความยืดหยุ่น และบริเวณข้อต่อเริ่มไม่แข็งแรง Riviera Suisse Swiss Gold Serum Premier คืออะไร?       RS Swiss Gold Serum Premier คือเซรั่มทองคำบริสุทธิ์จากสวิส เหมาะสำหรับผิวทุกประเภท สามารถเพิ่มความชุ่มชื่นให้ผิวตลอด 24 ชม.ด้วยกรดไฮยาลูรอนิคชนิดพิเศษ (Sodium Hyaluronate) และน้ำแร่บริสุทธิ์จากธารน้ำแข็งสวิสที่ช่วยเติมน้ำให้ผิวดูฉ่ำเด้ง อีกทั้งยังช่วยชะลอริ้วรอยแห่งวัยพร้อมบำรุงผิวหน้าใสอย่างล้ำลึก ด้วยสารสกัดธรรมชาติจากต้นสนหินสวิส (Pinolumin) ที่ช่วยให้ผิวอ่อนเยาว์สดใส แต่หลายคนคงสงสัยว่าส่วนผสมหลักที่เรามีอยู่ในเซรั่มตัวนี้นั้น ใช้ได้ผลจริงหรือไม่ ประสิทธิภาพดีอย่างไร เราจะอธิบายให้ทุกคนเข้าใจต่อเอง! ทำไมเราจึงนำทองคำมาเป็นส่วนผสมใน RS Swiss Gold Serum Premier?      …

แบ่งปันบทความดีๆผ่านทาง
Read More
by Unknown author
4 ไอเทม Skincare ที่ควรมีไว้ ผิวสวย สดใสขึ้นอย่างแน่นอน

4 ไอเทม Skincare! มีไว้ ผิวสวย สดใสขึ้นอย่างแน่นอน

     ใครหลาย ๆ คนทั้งที่เคยใช้ Skincare มาแล้วหรือเพิ่งจะเริ่มใช้ อาจจะยังไม่รู้ว่า Skincare ประเภทไหนใช้อย่างไร บางคนอาจจะหยิบใช้เซรั่มอย่างเดียว แต่ไม่ใช้ครีมกันแดดเพื่อปกป้องผิวเลย ก็จะทำให้ประสิทธิภาพของเซรั่มทำงานได้ไม่เต็มที่ วันนี้เราจึงมาแนะนำ 4 ไอเทมสกินแคร์สุดพื้นฐานที่ควรใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อผิวสวย สดใสขึ้นกว่าเดิม พร้อมแล้วไปดูกันเลย! ทำไมถึงควรใช้ Skincare บำรุงผิว      จุดประสงค์ของการใช้ Skincare หลัก ๆ นั้นก็เพื่อคงสุขภาพและความแข็งแรงของกำแพงปกป้องผิว หรือ Skin Barrier ที่เกิดจากเซลล์ผิวเรียงตัวกันเป็นชั้น ๆ และมีไขมัน (Lipid) ที่ให้ความชุ่มชื้นแทรกอยู่ตามแต่ละชั้นผิวหนัง เพื่อให้ยึดติดกันแข็งแรงมากยิ่งขึ้น โดยส่วนของผิวหนังชั้นนอกสุด (Epidermis) ทำหน้าที่เสมือนเกราะปกป้องไม่ให้สิ่งสกปรกจากภายนอกหลุดเข้ามาในชั้นผิวของเราได้ เมื่อผิวหนังชั้นนอกแข็งแรง ผิวก็จะดูชุ่มชื้น อ่อนเยาว์ มีน้ำมีนวล       แต่ถ้าเราไม่ดูแลผิวของเราให้ดี กำแพงปกป้องผิวนี้จะอ่อนแอลง สิ่งสกปรกสามารถเล็ดลอดเข้ามาในชั้นผิวได้ ส่งผลให้สุขภาพผิวโดยรวมแย่ตามไปด้วย ซึ่งจะออกมาในรูปแบบสิว ริ้วรอย ความหมองคล้ำ หรืออาการอักเสบ เป็นต้น ดังนั้นการใช้สกินแคร์เพื่อดูแลผิวจากภายนอกถือเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ผิวยังคงแข็งแรง คงความชุ่มชื้นอยู่ตลอดนั่นเอง 4 สกินแคร์ขั้นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดที่ควรมีไว้      หลังจากเรารู้ถึงเหตุผลแล้วว่าทำไมถึงควรใช้สกินแคร์ ดังนั้นต่อไปเราก็จะมาดูกันว่าสกินแคร์พื้นฐานที่ควรมีในการบำรุงและดูแลผิวหน้าของเราให้สดใส อ่อนเยาว์นั้นมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย! 1. โฟมล้างหน้าหรือคลีนเซอร์ (Cleanser): ทำความสะอาดผิว      การทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาดถือเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดในการบำรุงและรักษาผิวหน้าของเรา ซึ่งขั้นตอนนี้จะเป็นขั้นตอนที่ช่วยชะล้างมลภาวะและสิ่งสกปรกมากมายที่เกาะอยู่ตามผิวหน้าของเราในแต่ละวัน ซึ่งหากเราไม่รักษาความสะอาดของผิวหน้าให้ดี ก็จะเป็นสาเหตุให้เกิดสิวนั่นเอง ดังนั้นเราจึงควรเลือกใช้โฟมล้างหน้าให้เหมาะสมกับผิวหน้าของเรา (หากยังไม่แน่ใจว่าตนเองเป็นผิวประเภทไหน สามารถลองเช็คได้ที่นี่) ที่มีความอ่อนโยนต่อผิว มีค่า pH ประมาณ 5.5 หรือใกล้เคียงกับผิวหน้าของเรา และเมื่อล้างแล้วผิวต้องไม่แห้งตึง อย่าง  Riviera Suisse Foam ซึ่งเป็นโฟมล้างหน้าเนื้อนุ่ม ทำความสะอาดได้อย่างล้ำลึกและอ่อนโยน ผ่านการทดสอบโดยแพทย์ผิวหนังจากประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เหมาะกับทุกสภาพผิว ให้ความชุ่มชื้นหลังจากการล้างหน้าโดยไม่ทำให้ผิวหนังแห้งตึงด้วยสาร Amisoft CS-22       นอกจากนี้การใช้คลีนเซอร์ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถทำความสะอาดและขจัดความมันบนใบหน้าได้เหมือนกัน ถ้าหากใช้เครื่องสำอาง ก็ควรเลือกใช้เมคอัพรีมูฟเวอร์ (Makeup Remover) เพื่อเช็ดเครื่องสำอางก่อน แล้วค่อยตามด้วยคลีนเซอร์หรือโฟมล้างหน้า 2. โทนเนอร์ (Toner): ปรับความสมดุลของผิว      โทนเนอร์เป็นสกินแคร์ที่ช่วยในการปรับสภาพผิวให้มีค่า pH ที่เหมาะสม รวมถึงช่วยดูดความชุ่มชื้นที่จะกักเก็บน้ำไว้ในผิวของเรา ทำให้ผิวไม่แห้งตึงหลังจากการทำความสะอาดใบหน้า อีกทั้งยังช่วยให้การลงสกินแคร์บำรุงซึมได้เร็วมากขึ้น อย่าง Micellar Tonic ของ Riviera Suisse ที่มีคุณสมบัติ…

แบ่งปันบทความดีๆผ่านทาง
Read More
by Unknown author
รีวิว Riviera Suisse Face Skin Control เจลแต้มสิวอักเสบและ Eye gel night เจลลดริ้วรอยรอบดวงตา

Eye gel night เจลลดเลือนริ้วรอยใต้ตา ตีนกา ภายใน 28 วัน!

     ปัญหาริ้วรอยรอบดวงตาถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ของใครหลายคนที่มีอายุมากขึ้น เนื่องจากทำให้ใบหน้าของเราดูแก่ลง ไม่เต่งตึงเหมือนแต่ก่อน วันนี้ Riviera Suisse มี Eye gel night เจลลดเลือนริ้วรอยใต้ตามาแนะนำให้ทุกคนรู้จักกัน จะช่วยได้จริงหรือไม่ ตามมาดูกัน! ปัญหาตีนกา ริ้วรอยใต้ตา มาได้ยังไง อายุที่มากขึ้น เมื่อเรามีอายุที่มากขึ้น ส่งผลให้เซลล์แบ่งตัวได้น้อยลง จำนวนเซลล์ในชั้นหนังแท้จะเริ่มบางลง เส้นใยในผิวหนังหรือที่เรียกว่าอีลาสติน (Elastin) และคอลลาเจน (Collagen) ที่ช่วยสร้างความแข็งแรงและความเต่งตึงของผิวหนังลดลง เป็นเหตุให้ผิวหนังเกิดริ้วรอย หย่อนคล้อย และกลายเป็นตีนกาในที่สุด  แสงแดด เนื่องจากรังสี UV สามารถทะลุเข้าไปชั้นใต้ผิวหนังและทำให้คอลลาเจนที่ช่วยคงความแข็งแรงของชั้นผิวหนังเสื่อมสภาพ เป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาริ้วรอยใต้ตาและตีนกาได้เช่นกัน การแสดงสีหน้าตามปกติ เช่น การยิ้ม หัวเราะ ขมวดคิ้ว ร้องไห้ จะส่งผลให้กล้ามเนื้อเล็ก ๆ บริเวณหางตาเกิดการหดตัว ซึ่งสามารถกระตุ้นการเกิดรอยตีนกา ริ้วรอยได้ สูบบุหรี่ ยาเสพติด แน่นอนว่า เป็นสิ่งที่ไม่ดีต่อร่างกายและจิตใจ พฤติกรรมนี้อาจจะช่วยให้เราคลายเครียดในระยะสั้น แต่ในระยะยาว อาจจะทำให้เราเครียดมากกว่าเดิม เพราะปัญหาทางสุขภาพและ ริ้วรอย ตีนกา ที่จะทำให้เราดูโทรมลง พักผ่อนไม่เพียงพอ นอกจากจะส่งผลเสียต่อสุขภาพแล้ว ก็ยังเป็นตัวเร่งทำให้เกิดรอยตีนกาเร็วขึ้นอีกด้วย โดยปกติแล้ว คนเราควรนอนหลับ 7-8 ชั่วโมงต่อคืน พฤติกรรมในการนอนหลับที่ดี จะช่วยทำให้ตีนกาไม่เด่นชัด ทำให้ใบหน้าสดใสเปล่งปลั่ง Eye Gel Night ของเราช่วยลดตีนกา ริ้วรอยใต้ตาได้จริงหรอ?      Riviera Suisse ได้คิดค้นนวัตกรรมเจลบำรุงผิวบริเวณใต้ตาและหางตา ช่วยลดเลือนริ้วรอยหรือตีนกาให้ลดลง โดยเปปไทด์สังเคราะห์ SYN®-AKE ลิขสิทธิ์เฉพาะของทาง Riviera Suisse ที่เลียนแบบการทำงานของพิษงู จะช่วยยับยั้งการส่งกระแสประสาทที่กระตุ้นกล้ามเนื้อหดและเกร็ง ทำให้กล้ามเนื้อรอบดวงตาผ่อนคลาย      จากผลการทดลอง พบว่าริ้วรอยบนใบหน้าลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อใช้ SYN®-AKE (4%) วันละสองครั้ง โดยในภาพรวมผิวจะเรียบเนียนขึ้นและสม่ำเสมอมากขึ้นภายใน 28 วัน และหากใช้อย่างต่อเนื่อง 56 วัน จะให้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น      นอกจากนี้ชั้นผิวหนังของเราจะถูกกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและกรดไฮยาลูรอนิค (Hyaluronic Acid) เพื่อผิวที่กระชับ เรียบเนียน เต่งตึงและชุ่มชื้นจากภายในผิวด้วยเปปไทด์สังเคราะห์ SYN®-HYCAN ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของทาง Riviera Suisse จึงมั่นใจได้ว่าสามารถช่วยลดปัญหาผิวรอบดวงตาได้อย่างแน่นอน      รู้อย่างนี้แล้วจะไม่ลองซื้อใช้ได้อย่างไร! ตอนนี้สามารถซื้อผ่าน Shopee ได้ที่หน้าร้าน Riviera Suisse Official หรือคลิกลิ้งค์ด้านล่างนี้:  RIVIERA SUISSE…

แบ่งปันบทความดีๆผ่านทาง
Read More
by Unknown author
skincare technology

เทคโนโลยี ดูแลผิวหน้า ชั้นนำ มีอะไรบ้าง? (วิธีดูแลผิวหน้า)

ทุกวันนี้ มีผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าหลากหลายประเภทมากที่ทั้งโดดเด่น ทั้งดึงดูดความสนใจของเรา ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์ภายนอก หรือว่าสเปคการใช้งานของผลิตภัณฑ์ ดังนั้น เราจึงควรมารับฟังความคิดเห็นของแพทย์ผิวหนัง และ ผู้เชี่ยวชาญด้านความงาม (aesthetician) เกี่ยวกับตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับปัญหาทางผิวหนังต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสิวเสี้ยน ริ้วรอย และจุดด่างดำ โดยผลิตภัณฑ์เหล่านี้สามารถใช้ได้ตลอด ไม่ว่าคุณจะพอใจกับสภาพผิวของตนเองอยู่แล้วและแค่อยากจะมีกิจวัตรประจำวันเพื่อการดูแลผิวให้ดูดีเหมือนเดิม หรือว่าคุณอาจจะต้องการซ่อมแซมสภาพผิวของตนเอง อยากให้ผิวดูดีมีออร่ามากกว่านี้ ก็สามารถใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้เช่นกัน โดยผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังได้แนะนำ เทคโนโลยี ที่ดีที่สุดสำหรับการดูแลผิวหน้า ดังนี้ ***ถ้าหากว่าคุณกำลังตั้งครรภ์อยู่ หรือว่าถ้าหากคุณมีโรคประจำตัว ทางเราแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้งานผลิตภัณฑ์ที่ใช้แสง LED และรวมถึงเทคโนโลยี microcurrent เครื่องวัดความชุ่มชื้นของผิว Fatuxz Digital Skin Detector Pen เครื่องวัดความชุ่มชื้นของผิว เป็นจุดเริ่มต้นพื้นฐานที่สำคัญมากๆ สำหรับสาวๆ ที่อยากจะดูแลผิวด้วยตนเองที่บ้าน โดย Dr. Farhaad Riyaz ได้กล่าวไว้ว่า ผลิตภัณฑ์เหล่านี้สามารถช่วยบอกเราได้ว่า ผิวของเราขาดความชุ่มชื้นหรือไม่ (ผิวขาดน้ำ) การที่เรารู้ว่า ผิวของเราขาดความชุ่มชื้นหรือไม่ สำคัญมากๆ เพราะว่าหลายๆ คนที่พยายามทำให้สุขภาพผิวดีขึ้น มักจะใช้ผลิตภัณฑ์ในปริมาณที่มากไป หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมเข้มข้นมากเกินไป จนทำให้สภาพผิวแย่ลงกว่าเดิม เพราะว่ากรด (acid) และส่วนผสมอื่นๆ ในครีมดูแลผิว สามารถทำให้ผิวขาดน้ำ ขาดความชุ่มชื้นได้ ถ้าหากใช้ในปริมาณที่มากเกินไป โดยจะทำให้ผิวแก่ก่อนวัยอันควร วิธีใช้เครื่องวัดความชุ่มชื้นของผิวนั้นก็คือ ให้กดปลายของเครื่องวัดลงไปที่ผิวแบบเบาๆ และเครื่องนี้จะบอกเราทั้ง (1) ความชุ่มชื้นของผิว และ (2) ระดับความมันของผิว โดยเครื่องนี้จะมาพร้อมกับคู่มือ และ diagram หรือแผนภาพที่จะบอกเราได้ว่า ผิวของเราในส่วนต่างๆ ความจะมีความชุ่มชื้นและความมันอยู่ในระดับไหนบ้าง แต่ว่าโดยรวมแล้ว ระดับความชุ่มชื้นควรจะอยู่ในระดับ 35-60% และถ้าเครื่องบอกว่าความชุ่มชื้นของผิวเราน้อยกว่า 35% เราก็ควรจะเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของเราที่น่าจะทำให้ผิวแห้งมากเกินไป เช่น การล้างหน้าวันละ 5 รอบ หรือการอาบน้ำวันละ 5 รอบโดยไม่มีเหตุจำเป็น จะทำให้ผิวแห้งมากกว่าปกติอย่างมาก (โดยทั่วไปแล้ว เราควรอาบน้ำและล้างหน้าแค่ตอนเช้า และก่อนนอน หรือหลังจากกิจกรรมที่ทำให้เหงื่อออกมากๆ เท่านั้น) นอกจากการปรับเปลี่ยนชีวิตประจำวันแล้ว ถ้าผิวเราแแห้งมากๆ (มีความชุ่มชื้นน้อยกว่า 35%) เราก็ควรเช็คว่า cleanser ของเรานั้นเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช้สารซัลเฟต (ควรจะมีเขียนว่า sulfate-free) และ toner ของเรานั้นเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีแอลกอฮอล์ (ควรจะมีเขียนว่า alcohol-free) ระดับน้ำมันบนผิวของเราควรจะอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน (35-60%) โดยถ้าเกิดว่าเปอร์เซ็นต์ลดลงต่ำว่า 35-40% แล้วล่ะก็ เราควรจะใส่ใจผิวส่วนนั้นให้มากขึ้น โดยทั่วไปแล้วสภาพผิวของเราไม่ได้เปลี่ยนแปลงเร็ว ซึ่งหมายความว่า เราไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องวัดความชุ่มชื้นของผิวในทุกๆ วัน แต่ว่าในช่วงที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง เช่น กำลังเข้าสู่หน้าหนาว หรือว่าในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกายของเรา เช่น…

แบ่งปันบทความดีๆผ่านทาง
Read More
by Unknown author
Face Skin Control by Riviera Suisse

Face Skin Control (RS) ใช้แล้วดีจริงหรือไม่? รีวิวครีมแต้มสิว

อะไรคือ Face Skin Control Face Skin Control เป็นผลิตภัณฑ์ รักษาสิว จากแบรนด์ชื่อดังของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ (มีชื่อว่า Riviera Suisse หรือว่า “รีเวียร่า สวิซ”) โดยถือว่าเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์รักษาสิวที่ดีที่สุดเลยก็เป็นได้ และตอนนี้ได้ลดราคาจาก 990 บาท เหลือ 390 บาท (ลดราคา 61% จากแบรนด์สุดแพง!) โดยครีมตัวนี้จะมีคุณสมบัติพิเศษ ก็คือ เมื่อแต้มไปแล้ว สิวที่เริ่มอักเสบ (หรือกำลังจะอักเสบ) จะยุบลงภายใน 6 ชั่วโมง! ทำให้สิวธรรมดาไม่กลายเป็นสิวอักเสบ และยังทำให้สิวยุบลงโดยเร็วอีกด้วย บางคนอาจจะคิดว่า การที่ครีม Face Skin Control สามารถทำแบบนี้ได้ จะต้องใช้สารที่มีฤทธิ์แรง อาจจะทำให้ผิวหน้าเราบางลงไหม? จะส่งผลเสียต่อผิวในระยะยาวไหม? แต่ว่าจริงๆแล้ว ครีมตัวนี้ปลอดภัยกว่าครีมตัวอื่นหลายตัวในท้องตลาดทั่วไปด้วยซ้ำ เพราะว่าได้ผ่านการทดสอบโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังมาแล้ว ไร้สารอันตรายอย่างสเตียรอยด์ พาราเบน หรือ colorant ต่างๆ เหมาะสำหรับทุกสภาพผิว โดยเฉพาะผิวที่แพ้ง่าย แล้ว Face Skin Control รักษาสิวโดยเร็วได้อย่างไร ถ้าไม่ใช้สารที่มีฤทธิ์แรง? คำตอบก็คือ นวัตกรรมทางการแพทย์ที่ล้ำหน้าไปอีกก้าวหนึ่ง (บริษัทแม่ของ Riviera Suisse เป็นบริษัทเวชภัณฑ์ชั้นนำของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่มีชื่อว่า Drossapharm) โดยนวัตกรรมที่ว่านี้ก็คือ MicroSilver BG™ หรือว่า สารสกัดบริสุทธิ์จากแร่เงิน ส่วนผสมสุดวิเศษของ Face Skin Control…MicroSilver MicroSilver อาจจะทำให้หลายๆ คนนึกถึงแร่ธาตุชนิดหนึ่ง ที่มีชื่อว่า “แร่เงิน” หรือว่าสัญลักษณ์ Ag ที่หลาย ๆ คนอาจจะจำได้จากคาบวิชาเคมี โดย Silver เป็นหนึ่งในแร่ธาตุต่างๆ ที่มีอยู่ตามธรรมชาติอยู่แล้ว และคนเราก็ได้นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในหลากหลายรูปแบบ (คล้ายกับทอง หรือ Gold) แต่ว่า…เรานำสิ่งนี้มารักษาสิวได้อย่างไร? “Silver นั้นมีคุณสมบัติ ต่อต้านและยับยั้งจุลินทรีย์ต่างๆ” ซึ่งแบคทีเรียนั้นก็เป็นจุลินทรีย์ที่มาทำร้ายผิวหน้าของเรา ทำให้เกิดสิวอุดตันและสิวอักเสบ จึงไม่แปลกใจที่ MicroSilver นั้นสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียบนใบหน้าของเรา โดยเฉพาะในบริเวณที่สิวกำลังจะอักเสบ (เพราะว่าโดนแบคทีเรียทำร้ายอยู่) จนทำให้สิวยุบลงได้ภายใน 6 ชั่วโมง เพราะว่าได้กำจัดแบคทีเรียออกไปในทันที ทำให้ผิวหนังของเราสามารถฟื้นฟูกลับมาได้อย่างโดยเร็ว โดย MicroSilver นั้นได้ถูกพัฒนาขึ้นมาโดย 2 บริษัทยักษ์ใหญ่จากแคนาดา และประเทศเยอรมัน ซึ่งก็คือบริษัท Avicanna (บริษัทชีวเภสัชภัณฑ์จากแคนาดา) และ Bio-Gate AG (บริษัท…

แบ่งปันบทความดีๆผ่านทาง
Read More
by Unknown author
เคล็ดลับดูแลผิว Riviera Suisse

เคล็ดลับดูแลผิว ในช่วงหน้าหนาว ป้องกันผิวแตก

เมื่อหน้าหนาวใกล้เข้ามา หลายๆ คนก็มักจะพบเจอปัญหาผิวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาผิวแตก ผิวแห้ง หน้าแห้งลอกเป็นขุย ซึ่งถ้าผิวแห้งแบบอาการไม่หนักก็อาจจะมีแค่อาการคันเบาๆ แต่ถ้าแห้งมากก็อาจจะแสบคัน จนทำให้เราเกามันมากๆ และอาจะจะกลายเป็นแผลได้ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นอาการผิวแห้ง หรืออาการผิวขาดน้ำ ความบอบบางแพ้ง่ายนั้นก็จะขึ้นอยู่กับชนิดของผิวหน้าเราด้วย ดังนั้น เคล็ดลับดูแลผิว อย่างนึงเลยคือการรูจักชนิดผิวของตนเอง เคล็ดลับดูแลผิว ตาม 5 ชนิดของผิวหน้า ผิวของคุณจัดอยู่ในประเภทไหน? หลาย ๆ คนอาจจะสงสัยว่าเรามีผิวหน้าประเภทไหน มีวิธีการสังเกตอย่างไร และผิวนั้นมีกี่ประเภทกันแน่? โดยทั่วไปผิวหน้าของคนเราแบ่งออกได้เป็น 5 ประเภท คือ  ผิวธรรมดา ผิวมัน ผิวแห้ง ผิวบอบบางแพ้ง่าย ผิวผสม โดยพันธุกรรมจากคุณพ่อคุณแม่เรานั้น จะเป็นตัวกำหนดว่าเรามีผิวประเภทใด แต่ว่าปัจจัยภายนอกอื่น ๆ ก็ส่งผลต่อสภาพผิวของเราด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น สภาพแวดล้อม ลักษณะการรับประทานอาหาร หรือพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันของเรา การดูแลผิวธรรมดา ผิวหน้าธรรมดาถือว่าเป็นผิวหน้าที่มีความสมดุลมากที่สุด ผิวบริเวณ T-zone (หน้าผาก จมูก และคาง) มีความมันเล็กน้อยและไม่แห้งจนเกินไป ทำให้ผิวมีความชุ่มชื้น อ่อนนุ่ม หรือที่เรียกว่าผิวสุขภาพดีนั่นเอง โดยลักษณะของผิวธรรมดาจะเป็นดังนี้: ผิวไม่มันและไม่แห้งจนเกินไป มีรูขุมขนขนาดเล็ก มีการไหลเวียนโลหิตที่ดี ทำให้ผิวมีความสดชื่น สีอมชมพู ไม่หมองคล้ำ ผิวเรียบเนียน อ่อนนุ่ม ไม่มีสิว ไร้ริ้วรอย การดูแลผิวธรรมดา นั้น ควรใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เพิ่มความชุ่มชื้นเป็นประจำ เพื่อรักษาสภาพของผิวให้คงอยู่ได้นานขึ้น ทำความสะอาดผิวด้วยโฟมล้างหน้าที่อ่อนโยน (RS foam) และทาครีมกันแดดทุกครั้งก่อนออกกลางแจ้ง (RS Face Balm SPF30) การดูแลผิวมัน ผิวหน้ามัน เป็นผิวที่มีการผลิตน้ำมันในปริมาณมากเกินไป สามารถมองเห็นรูขุมขนได้อย่างชัดเจน เพราะว่ารูขุมขนใหญ่ ทำให้มีแนวโน้มที่จะเป็นสิว เวลาใช้กระดาษซับมัน จะเห็นน้ำมันบนกระดาษได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะจากบริเวณ จมูก หน้าผาก และ โหนกแก้ม โดยลักษณะของผิวมัน จะเป็นดังนี้: ผิวเงา มันวาว รูขุมขนกว้าง หน้ามันเยิ้มได้ง่าย น้ำมันหล่อเลี้ยงผิวมากเกินไป บางครั้ง มีสิวหัวดำ หรือ สิวเสี้ยน ผิวค่อนข้างหนา และไม่สามารถมองเห็นเส้นเลือดได้อย่างชัดเจน การดูแลผิวมัน นั้น ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นประเภทเนื้อบางเบา ซึมซาบง่าย เช่น โลชั่น หรือ เซรั่ม เป็นต้น เพราะโดยปกติแล้ว ผิวมันจะสามารถผลิตสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ (Sebum) ได้ดีอยู่แล้ว ส่วนการทำความสะอาดผิวมัน ควรล้างหน้าอย่างน้อยวันละ 2- 3 ครั้ง เพื่อช่วยขจัดความมันส่วนเกิน และป้องกันการสะสมของเชื้อแบคทีเรีย อันเป็นสาเหตุแห่งการเกิดสิว…

แบ่งปันบทความดีๆผ่านทาง
Read More
by Unknown author

ริ้วรอยใต้ตา ตีนกา ทำให้ขาดความมั่นใจ แก้ไขยังไงดี?

ปัญหาริ้วรอยรอบดวงตา ตีนกา ทำให้ขาดความมั่นใจ       เมื่อคนเราอายุเริ่มเข้าเลข 4 สิ่งที่เราเจออาจจะไม่ใช่แค่สิวอีกต่อไป ทั้งรอยเหี่ยวย่น ริ้วรอย และ ตีนกา อาจจะเริ่มเข้ามาเป็นปัญหากวนใจให้กับใครหลาย ๆ คน ทำให้รู้สึกไม่มีความมั่นใจเวลาพบปะผู้คน โดยตีนกานั้นส่วนใหญ่เกิดมาจากการที่เราแสดงออกทางสีหน้า เช่น หัวเราะ ร้องไห้ ยิ้ม และเครียด นอกเหนือจากนั้นเมื่อเราอายุมากขึ้น คอลลาเจนชั้นใต้ผิวหนังสามารถผลิตได้น้อยลง หรือปัจจัยภายนอกอื่น ๆ ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดตีนกาและริ้วรอยได้เช่นกัน ดังนั้นวันนี้เราจะพาทุกคนมาทำความเข้าใจถึงต้นตอของปัญหาและวิธีการรักษาตีนกา ริ้วรอยใต้ตากัน! ปัญหาตีนกา ริ้วรอยใต้ตา เกิดจากอะไร อายุที่มากขึ้น เมื่อเรามีอายุที่มากขึ้นส่งผลให้เซลล์แบ่งตัวได้น้อยลง จำนวนเซลล์ในชั้นหนังแท้จะเริ่มบางลง เส้นใยในผิวหนังหรือที่เรียกว่าอีลาสติน (Elastin) และคอลลาเจน (Collagen) ที่ช่วยสร้างความแข็งแรงและความเต่งตึงของผิวหนังลดลง เป็นเหตุให้ผิวหนังเกิดริ้วรอย หย่อนคล้อย และกลายเป็นตีนกาในที่สุด  การแสดงสีหน้าตามปกติ เช่น การยิ้ม หัวเราะ ขมวดคิ้ว ร้องไห้ จะส่งผลให้กล้ามเนื้อเล็ก ๆ บริเวณหางตาเกิดการหดตัว ซึ่งสามารถกระตุ้นการเกิดรอยตีนกา ริ้วรอยได้ แสงแดด เนื่องจากรังสี UV จะเข้าไปชั้นใต้ผิวหนังและทำให้คอลลาเจนที่ช่วยคงความแข็งแรงของชั้นผิวหนังเสื่อมสภาพ เป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาริ้วรอยใต้ตาและตีนกาได้เช่นกัน สูบบุหรี่ ยาเสพติด แน่นอนว่า เป็นสิ่งที่ไม่ดีต่อร่างกายและจิตใจ พฤติกรรมนี้อาจจะช่วยให้เราคลายเครียดในระยะสั้น แต่ในระยะยาว อาจจะทำให้เราเครียดมากกว่าเดิม เพราะปัญหาทางสุขภาพและ ริ้วรอย ตีนกา ที่จะทำให้เราดูโทรมลง พักผ่อนไม่เพียงพอ นอกจากจะส่งผลเสียต่อสุขภาพแล้ว ก็ยังเป็นตัวเร่งทำให้เกิดรอย ตีนกา เร็วขึ้นอีกด้วย โดยปกติแล้ว คนเราควรนอนหลับ 7-8 ชั่วโมงต่อคืน พฤติกรรมในการนอนหลับที่ดี จะช่วยทำให้ตีนกาไม่เด่นชัด ทำให้ใบหน้าสดใสเปล่งปลั่ง แล้วเราควรป้องกันอย่างไร ไม่ให้เกิดตีนกา ริ้วรอยใต้ตา       ที่จริงแล้วการรักษาตีนกาไม่สามารถทำให้หายไปได้ตลอด เนื่องจากเมื่อมีอายุมากขึ้นเซลล์ผิวจะเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา อย่างไรก็ตามเรายังสามารถที่จะชะลอให้ริ้วรอย ตีนกาเกิดขึ้นได้ช้าลง เพื่อทำให้ใบหน้าของเราอ่อนเยาว์นานขึ่้นได้อีกด้วย ซึ่งวิธีการนั้นก็ง่าย ๆ ดังต่อไปนี้ การพักผ่อนให้เพียงพอ โดยทั่วไปร่างกายของเราจะมีกลไกในการซ่อมแซมเซลล์และกล้ามเนื้อส่วนที่สึกหรอในขณะที่หลับสนิทเท่านั้น เราควรพักผ่อนให้ครบ 8 ชั่วโมง หรือตั้งแต่ 22.00 น. – 6.00 น. หลีกเลี่ยงแสงแดด เนื่องจากแสงแดดสามารถทำลายคอลลาเจนและอีลาสตินที่มีส่วนช่วยในการทำให้ผิวเต่งตึงและชุ่มชื้น ดังนั้นเราควรทาครีมกันแดดและใส่หมวกหรือแว่นตากันแดดเมื่อจำเป็นต้องออกกลางแจ้ง ออกกำลังกายเป็นประจำ จะส่งผลดีต่อระบบไหลเวียนเลือด ช่วยให้ร่างกายปรับสมดุล มีระบบภูมิคุ้มกันที่ดี ทำให้ผิวพรรณดูเปล่งปลั่งและมีสุขภาพดี หลีกเลี่ยงการขมวดคิ้วหรือแสดงสีหน้าบ่อย ๆ โดยเฉพาะเวลาที่เครียด เราจะขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว การขมวดคิ้วหรือการแสดงสีหน้าอย่างชัดเจนบ่อย ๆ จะทำให้กล้ามเนื้อหดตัวมากขึ้น ส่งผลให้ริ้วรอยหรือตีนกามีร่องที่ลึกขึ้น  ดื่มน้ำมาก…

แบ่งปันบทความดีๆผ่านทาง
Read More
by Unknown author
face massage เครื่องนวดหน้าระบบไหนเหมาะกับปัญหาผิวหน้าของคุณ

เครื่องนวดหน้า กับการแก้ปัญหาผิวของคุณ

หลายคนที่ต้องการดูแลผิวของตนเอง ได้ค้นพบว่าการดูแลผิวที่ครบครันนั้น ไม่ได้มีแค่สกินแคร์อย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งมีทั้งการออกกำลังกาย การทานอาหารที่ถูกหลัก และการหลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่ไม่ดี เช่น มลภาวะหรือแสงแดดแรงจ้า แต่ว่าในโลกของสกินแคร์นั้น ก็มีสิ่งที่เรียกว่า เครื่องนวดหน้า ด้วยเช่นกัน เครื่องนวดหน้าไม่ได้มีไว้เพียงช่วยนวดหน้าตามชื่อของผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังเป็นนวัตกรรมที่คิดค้นมาเพื่อแก้ปัญหาผิวหน้า ในปัจจุบันนั้น เครื่องนวดหน้ามีฟังก์ชันการทำงานให้เลือกที่หลากหลายและครบวงจรการดูแลผิว เช่น นวดเพื่อบำรุงผิว, นวดเพื่อทำความสะอาดผิวหน้า, นวดยกกระชับ ในวันนี้ เราจะมาดูกันว่า เครื่องนวดหน้ามีกี่แบบ มีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง และสุดท้ายแล้ว เราจะมาดูกันว่าเครื่องนวดหน้านั้น ใช้ได้ผลจริงหรือไม่ เครื่องนวดหน้า มีระบบอะไรบ้าง โดยทั่วไปแล้ว เครื่องนวดหน้าจะถูกจำแนกฟังก์ชันการทำงานตามระบบ ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาในจุดที่แตกต่างกันออกไป แต่ในปัจจุบันนั้น มีเครื่องนวดหน้าหลายรุ่นที่มีระบบการทำงานมากกว่า 1 ระบบในเครื่องเดียว โดยเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ที่เราได้เลือกเครื่องนวดหน้าที่เหมาะกับการแก้ปัญหาผิวของเรา ระบบ Sonic และระบบ Ultrasonic Sonic จะหมายถึงการใช้คลื่นความถี่ต่ำ และ Ultrasonic จะหมายถึงการใช้คลื่นความถี่สูง โดยสองระบบนี้เป็นระบบยอดนิยมที่เราพบเจอได้บ่อยที่สุดในร้านเสริมความงาม เพราะเป็นระบบที่เข้าได้กับทุกสภาพผิว และ โดยส่วนมากแล้วสามารถครอบคลุมความต้องการของผู้ใช้งานได้อย่างทั่วถึง ระบบ Photon / Light Therapy Device Photon หมายถึงการทำงานด้วยการใช้แสงในการบำรุงผิวหน้า โดยเครื่องนวดหน้าระบบนี้จะเหมาะกับคนที่มีปัญหาผิวอักเสบ เพราะว่าใช้แสงเพื่อทำให้เซลล์ผิวตอบสนองในทางที่ดี โดยแสงที่มีความยาวคลื่นต่างกัน จะมีคุณประโยชน์แตกต่างกันออกไป เช่น แสงสีแดงจะเพิ่มกระบวนการสร้างคอลลาเจน ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น และช่วยลดอาการอักเสบ ส่วนแสงสีน้ำเงิน มีคุณสมบัติช่วยทำลายแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิว โดย Light Therapy Device จะมีโมเดลที่ยิงทั้งแสงสีแดงและแสงสีน้ำเงิน โดยทางเว็บไซต์ที่เราไปแอบส่องมานั้นได้โฆษณาไว้ว่า สามารถช่วยลดริ้วรอยบนผิวหน้าได้ด้วย และทำให้ผิวหน้าดูเรียบเนียนมากขึ้น ระบบ Galvanic / Microcurrent Device Microcurrent คือระบบที่ใช้การแลกเปลี่ยนประจุไฟฟ้า โดยหมายความว่า เป็นการส่งกระแสไฟฟ้าเบาๆ ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ของผิวหนังและกล้ามเนื้อ จะสามารถกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด และทำให้ริ้วรอยแลดูจางลง โดยอีกเว็บไซต์นึงได้ระบุไว้ว่า ระบบ Galvanic ใช้ทั้งประจุบวกและลบเพื่อช่วยคืนความสมดุลให้กับผิวของเรา ช่วยทำความสะอาดผิวหน้าได้ดียิ่งขึ้น และยังสามารถช่วยให้ผิวดูดซึมวิตามินและสารบำรุงต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย ระบบสูญญากาศ หรือ Microdermabrasion Device ระบบสูญญากาศ ทำงานโดยการดูดเซลล์ที่ตายแล้วออกจากพื้นผิวของหน้า ทำให้เหลือแต่เซลล์ที่อ่อนวัย โดยส่วนใหญ่แล้วเราจะเจอเครื่องนี้ได้ใน Facial Spa ที่เปิดการให้ทำ Facial Treatment ระบบ Massage Massage คือระบบนวด เป็นการนวดที่ใช้แรงสั่นสะเทือนและเป็นระบบที่ได้ความนิยมอย่างมาก แต่ว่ามีข้อเสียคือ การใช้แรงสั่นสะเทือนนั้นจะกระตุ้นการสร้างน้ำมันบนผิวหน้า ดังนั้นจึงไม่เหมาะกับผู้ที่มีผิวมันมากนัก ระบบ Radio Frequency (RF) Radio Frequency คือระบบที่ใช้ความถี่คลื่นวิทยุมาช่วยนวดหน้า โดยจะช่วยกระตุ้นเซลล์ผิวให้เร่งการสร้างคอลลาเจน…

แบ่งปันบทความดีๆผ่านทาง
Read More
by Unknown author
Micro Silver อ่อนโยนต่อทุกสภาพผิว ไม่ระคายเคือง

AHA BHA PHA ใช้แล้วแพ้ Micro Silver อาจจะเป็นคำตอบสำหรับคุณ

       หากใครเคยได้ยินชื่อสาร AHA BHA หรือ PHA ก็คงรู้กันอยู่แล้วว่าสารเหล่านี้ช่วยในการรักษาสิว แถมยังให้ผิวหน้าดูเรียบเนียน เนื่องจากช่วยผลัดเซลล์ผิวหน้าของเราให้หลุดออกไปเร็วขึ้น จึงเป็นที่นิยมในวงการสกินแคร์เป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามมีหลาย ๆ ท่านเกิดอาการแพ้ ระคายเคืองอย่างรุนแรงและผิวมีความไวต่อแสงจากการใช้ AHA BHA โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวบอบบาง เพราะสารสองตัวนี้มีความเป็นกรดอยู่ ซึ่งหากใครมีอาการแพ้ตามที่กล่าวมาข้างต้น สารสกัด Micro Silver อาจจะเป็นหนึ่งในตัวช่วยที่เหมาะสมสำหรับคุณ เพราะอะไร มาดูกัน! มาทำความเข้าใจการทำงานของ AHA BHA PHA กันก่อน       โดยปกติวงจรการผลัดเซลล์ผิวของร่างกายเพื่อสร้างเซลล์ผิวใหม่จะอยู่ที่ระยะเวลาประมาณ 28 วัน แต่หากมีปัจจัยอื่นมาร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็นมลภาวะ ฝุ่นควัน รังสียูวีจากแสงแดด หรืออายุที่สูงขึ้น จะทำให้วงจรการผลัดเซลล์ผิวเกิดช้าลงและประสิทธิภาพน้อยลงอีกด้วย เซลล์ผิวที่ตายแล้วจึงถูกสะสมอยู่บนผิวหนัง เป็นเหตุให้ผิวหมองคล้ำ รูขุมขนอุดตัน รวมถึงเกิดสิวอุดตันและสิวอักเสบในที่สุด  การใช้กรดช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวจึงเป็นหนึ่งตัวเลือกที่นิยมใช้กัน ซึ่งได้แก่ กลุ่ม AHA (Alpha Hydroxy Acid) หรือที่คุ้นกันในชื่อกรดผลไม้ เพราะกรดประเภทนี้ถูกสกัดมาจากผลไม้นั่นเอง เช่น  Glycolic acid, Lactic acid, Malic Acid, Citric Acid, Sugar Cane Extract เป็นต้น กรดกลุ่ม AHA จะช่วยให้เซลล์เก่า ๆ บนผิวหน้าของเราหลุดออกไปเร็วขึ้น ทั้งยังกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่และสร้างคอลลาเจนในผิวชั้น Dermis สามารถลดริ้วรอยบนใบหน้าได้ดี และลดสิวที่อุดตันได้ กลุ่ม BHA (Beta Hydroxy Acid) จะใช้ Salicylic acid เป็นสารผลัดเซลล์ผิว โดยมีความต่างจาก AHA ตรงที่ BHA จะละลายในน้ำมัน  จึงซึมลงรูขุมขนเพื่อผลัดเซลล์ผิว ลดการอุดตันได้ดี รวมถึงต้านการอักเสบ ลดสิวอักเสบได้บ้าง กลุ่ม PHA (Poly Hydroxy Acid) ทำหน้าที่ผลัดเซลล์ผิวคล้าย AHAs แต่มีขนาดโมเลกุลที่ใหญ่กว่า จึงซึมลงสู้ผิวได้ไม่ดีเท่า AHAs และประสิทธิภาพก็จะด้อยกว่าด้วยเช่นกัน แต่จะก่อให้เกิดการระคายเคืองได้น้อยกว่า จึงเป็นตัวเลือกสำหรับผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย ผลข้างเคียงของ AHA และ BHA        ที่จริงแล้วผลิตภัณฑ์ที่ใช้บนผิวหน้าไม่ควรมีความเข้มข้นของกรด AHA เกิน 10% ส่วนผลิตภัณฑ์สำหรับผิวกายไม่ควรมีความเข้มข้นของกรด AHA เกิน 15%…

แบ่งปันบทความดีๆผ่านทาง
Read More
by Unknown author
แก้ปัญหาสิว

Silver แร่เงินบริสุทธิ์ ยับยั้งสิวได้จริง MicroSilver BG™

     หลายๆ คนอาจจะเคยได้ยินเรื่องสารสกัดต่างๆ ที่ช่วยแก้ปัญหาสิวได้ ไม่ว่าจะเป็นวิตามิน B3 (vitamin B3), สารสกัดจากน้ำผึ้ง (honey extract), และสารอื่นๆ ที่คนเราเชื่อว่าสามารถแก้ปัญหาสิวได้ แต่ว่าคุณรู้หรือไม่ว่า แร่เงิน หรือที่เค้าเรียกกันว่า Silver มีคุณสมบัติที่ดีเยี่ยม ในการช่วยรักษาสิว ทำให้ผิวของคุณกลับมาดูกระจ่างใสไร้ริ้วรอย เพราะว่า สารสกัดบริสุทธิ์จากแร่เงิน (MicroSilver BG™) มีประสิทธิภาพมากในการแก้ปัญหาผิวที่เป็นสิวง่าย เพราะอะไร มาดูกันเลย ผลการทดลองได้บอกว่าอย่างไร เกี่ยวกับสาร MicroSilver BG™      ในการทดลองที่มีผู้เข้าร่วม 30 คน ที่เป็นผู้ที่มีปัญหาสิวและต้องการแก้ไข โดยผู้ทดลองให้ผู้เข้าร่วมใช้ครีมที่มีสาร MicroSilver BG™ ในปริมาณ 0.2% และผลลัพธ์ที่ออกมาก็คือ ผู้เข้าร่วมทุกคนได้ยืนยันว่าสาร MicroSilver BG™ นั้นมีประสิทธิภาพใน “ระดับดี” หรือ “ระดับดีมาก” ในการช่วยลดอาการสิวบนผิวหน้าของตนเอง โดยที่มาของแร่เงินบริสุทธิ์นั้น ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาโดย 2 บริษัทยักษ์ใหญ่จากแคนาดา และประเทศเยอรมัน ซึ่งก็คือบริษัท Avicanna (บริษัทชีวเภสัชภัณฑ์จากแคนาดา) และ Bio-Gate AG (บริษัท healthcare solution จากประเทศเยอรมัน) ซึ่งทำให้แร่เงินบริสุทธิ์นั้นมีความน่าเชื่อถือและปลอดภัย เพราะว่าสารนี้ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยบริษัทที่ดูแลเรื่องสุขภาพร่างกายเราอยู่แล้ว MicroSilver BG™ ช่วยให้ผิวดีขึ้นได้อย่างไร (how?)      สารสกัดบริสุทธิ์จากแร่เงิน ได้ปล่อยประจุ Ag+ ออกมาบนผิว เพื่อยับยั้งการการก่อตัวของแบคทีเรีย ทำให้เซลล์ผิวสามารถเร่งกระบวนการรักษาตามธรรมชาติได้ดียิ่งขึ้น และยังช่วยลดการระคายเคืองของผิวได้อีกด้วย โดยประจุบวก Ag+ ที่ปล่อยออกมา จะทำลายผนังเซลล์แบคทีเรีย ทำให้แบคทีเรียไม่สามารถแพร่พันธ์ุได้ เมื่อมีแบคทีเรียบนผิวหน้าน้อยลง ก็จะทำให้มีโอกาสน้อยลงที่จะเป็นสิวอักเสบ เพราะว่า สิว เกิดจากการที่ต่อมไขมันผลิตไขมันมากเกินไปและชั้นผิวหนังเริ่มหนาขึ้น จนไขมันไปอุดตัน สะสมอยู่ภายในรูขุมขน ทำให้เกิดอาการอักเสบแบบไม่รุนแรง แต่ว่า ถ้าหากรูขุมขนที่อุดตัน เกิดการหมักหมมหรือไม่ได้รับการทำความสะอาดที่ดี แบคทีเรีย P.acnes จะย่อยไขมันภายในรูขุมขนนั้นเป็นอาหาร ซึ่งจะไปกระตุ้นการอักเสบให้หนักมากยิ่งขึ้น จนเกิดเป็นสิวอักเสบนั่นเอง เพราะฉะนั้นแล้ว เมื่อมีแบคทีเรียน้อยลง ก็จะมีสิวน้อยลงไปในที่สุด ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ MicroSilver BG™… Face Skin Control จากรีเวียร่า สวิซ (Riviera Suisse) เมื่อมีสารที่มีการพิสูจน์มาแล้วว่า ดีจริงๆ และถูกต้องตามหลักความปลอดภัยทางวิทยาศาสตร์ บริษัทเวชสำอางชั้นนำของสวิตเซอร์แลนด์อย่าง “รีเวียร่า สวิซ” ก็พลาดไม่ได้แน่นอน โดยทาง “รีเวียร่า…

แบ่งปันบทความดีๆผ่านทาง
Read More
by Unknown author
กรดไฮยาลูโรนิค ช่วยคงความชุ่มชื้นให้แก่ผิว ทำให้ผิวอ่อนวัย เต่งตึง ผิวไม่แห้ง ลอกเป็นขุย

กรดไฮยาลูโรนิค ไฮยาลูรอน (Hyarulonic Acid) กู้ผิวแห้งเสียก่อนวัย

      หลาย ๆ คนอาจจะเคยได้ยินกับคำว่า กรดไฮยาลูโรนิค หรือ ไฮยาลูรอน (Hyaluronic acid) กันมาบ้าง ส่วนใหญ่คงหนีไม่พ้นจากผลิตภัณฑ์สกินแคร์หรือการเสริมความงาม ที่มีส่วนช่วยให้ผิวหน้าอ่อนเยาว์ ลดเลือนริ้วรอย กระชับใบหน้า แต่สงสัยกันหรือไม่ว่าจริง ๆ แล้ว กรดไฮยาลูรอนิคนั้นคืออะไร สามารถช่วยได้จริงตามที่เค้าโฆษณากันหรือไม่ วันนี้เราจะพาทุกคนไปหาคำตอบด้วยกัน! กรดไฮยาลูโรนิค หรือ ไฮยาลูรอน คืออะไร?        กรดไฮยาลูโรนิค หรือ ไฮยาลูรอน แท้จริงแล้วไม่ได้มีฤทธิ์เป็นกรดตามชื่อแต่อย่างใด แต่เป็นโมเลกุลน้ำตาลหรือเรียกว่าสารไกลโคซามิโนไกลแคน (Glycosaminoglycan) ชนิดหนึ่ง ซึ่งมีคุณสมบัติในการกักเก็บและดูดซับโมเลกุลของน้ำได้มากถึง 1,000 เท่าของน้ำหนักตัวสารเอง! ดังนั้นจึงช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ทำให้ผิวเรียบเนียน ผิวนุ่ม ลื่น และมีความยืดหยุ่น โดยร่างกายของเราสามารถผลิตได้เองตามธรรมชาติ พบได้ในโครงสร้างผิวหนังและเนื้อเยื่อต่าง ๆ เช่น ชั้นผิวหนังและกระดูกอ่อน        โดยธรรมชาติแล้ว กรดไฮยาลูโรนิคจะมีอายุยืนยาวอยู่ 24 วัน หลังจากนั้นร่างกายของเราก็จะผลิตขึ้นมาใหม่เรื่อย ๆ แต่เมื่ออายุมากขึ้นระดับการผลิตกรดไฮยาลูรอนิคในร่างกายจะลดลงและอายุของกรดนั้นจะสั้นลงเรื่อย ๆ ทำให้ผิวของเราแห้ง ดูไม่เต่งตึง และเกิดริ้วรอยแห่งวัย  ดังนั้นกรดไฮยาลูโรนิคจึงเป็นหนึ่งในส่วนผสมที่บรรดาสกินแคร์หลายชนิดเลือกใช้ ไม่ว่าจะเป็นเซรั่ม หรือมอยส์เจอไรเซอร์ เพื่อแก้ปัญหาผิวแห้งและลดเลือนริ้วรอย ทำให้ผิวเด้งอิ่มน้ำนั่นเอง กรดไฮยาลูโรนิค ช่วยบำรุงผิวได้อย่างไร?       กรดไฮยาลูโรนิค จะถูกผลิตขึ้นมาและถูกหล่อเลี้ยงจากบริเวณผิวหนังชั้น Dermis (ผิวชั้นล่าง) และกระจายไปผิวหนังชั้น Epidermis (ผิวหนังกำพร้า) จึงส่งผลให้คุณสมบัติที่สามารถกักเก็บน้ำครอบคลุมไปยังบริเวณชั้นผิวหนังดังกล่าว โดยจะส่งผลดีต่อผิวหน้าของเราดังต่อไปนี่้ ฟื้นฟูผิวจากอาการบาดเจ็บ: กรดไฮยาลูโรนิค สามารถช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิวหนังบริเวณใบหน้าที่มีอาการบาดเจ็บกลับมาสู้สภาพปกติได้เร็วกว่าถึง 80% กักเก็บความชุ่มชื้น: เป็นคุณสมบัติเด่นของกรดไฮยาลูโรนิค ที่สามารถกักเก็บความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหน้าได้ ทำให้ผิวอิ่มน้ำ นุ่มเด้ง ดูอ่อนวัย เปล่งปลั่งและสดใส ลดเรือนริ้วรอย: กรดไฮยาลูโรนิคจะช่วยฟื้นฟูและซ่อมแซมบริเวณผิวหน้าที่มีร่องลึก ริ้วรอย หรือชั้นผิวที่ไม่เสมอกัน ไม่ว่าจะเป็นบริเวณรอบดวงตา ร่องแก้ม หรือหน้าผาก ให้เต่งตึง เด้งฟู เรียบเนียน แก้ปัญหาผิวแห้ง ลอกเป็นขุย: กรดไฮยาลูโรนิคช่วยให้ผิวอุ้มน้ำได้ดี ทำให้ผิวกลับมาชุ่มชื้น มีน้ำมีนวลมากยิ่งขึ้น รวมถึงเพิ่มความสมดุลให้กับผิวหน้าได้เป็นอย่างดี กรดไฮยาลูโรนิค กับการเสริมความงาม       กรดไฮยาลูโรนิคสังเคราะห์เริ่มมีการนำมาใช้ในวงการความงามเพื่อช่วยให้ตอบโจทย์กับผู้ใช้งานสกินแคร์มากยิ่งขึ้นในการบำรุงผิวหน้าให้เต่งตึง อิ่มน้ำ หน้าดูอ่อนวัย โดยจะแบ่งการใช้ออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่ 1. นำมาเป็นส่วนผสมของสกินแคร์และเซรั่มต่าง ๆ…

แบ่งปันบทความดีๆผ่านทาง
Read More
by Unknown author
สิว ทุกประเภทมีทางแก้

สิว ทุกประเภท มีทางแก้! สิวเสี้ยน สิวอักเสบ สิวอุดตัน สิวไม่มีหัว สิวผด

      “โอ๊ย! ไม่นะ สิวเห่อขึ้นเต็มหน้าเลย ทำยังไงดี?” ปัญหาบนใบหน้าหลัก ๆ ของใครหลายคนคงจะไม่พ้นเรื่อง สิว เพราะนอกจากจะทำให้รู้สึกเจ็บปวดบนหน้าแล้ว ยังทำให้รู้สึกไม่มั่นใจใบหน้าของตนเองอีก หลาย ๆ ครั้งพยายามหายามารักษาก็ไม่หาย บางทีกลับเห่อขึ้นมามากกว่าเดิมอีก! ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป ถ้าหากเราเข้าใจว่าสิวบนใบหน้าของเรานั้นคือสิวประเภทอะไร จะได้แก้ปัญหาได้อย่างถูกจุดนั่นเอง  สิว คืออะไร? เกิดขึ้นได้อย่างไร?       โดยปกติแล้ว สิวเกิดจากการที่ต่อมไขมันผลิตไขมันมากเกินไปและชั้นผิวหนังเริ่มหนาขึ้น จนไขมันไปอุดตัน สะสมอยู่ภายในรูขุมขน ทำให้เกิดอาการอักเสบแบบไม่รุนแรงใต้ผิวหนังและก่อให้เกิดเป็นสิวประเภทต่าง ๆ นอกเหนือจากนี้ หากรูขุมขนที่อุดตัน เกิดการหมักหมมหรือไม่ได้รับการทำความสะอาดที่ดี แบคทีเรีย P.acnes จะย่อยไขมันภายในรูขุมขนนั้นเป็นอาหาร ซึ่งจะไปกระตุ้นการอักเสบให้หนักมากยิ่งขึ้น จนเกิดเป็นสิวอักเสบนั่นเอง ซึ่งสาเหตุการเกิดสิวนั้น อาจจะมาจากฮอร์โมนภายในร่างกาย ความเครียด หรือแม้กระทั่งจากแพ้สเตียรอยด์ที่เป็นส่วนผสมอยู่ในเครื่องสำอาง ดังนั้นเมื่อเรารู้ถึงสาเหตุของการเกิดสิวแล้ว เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสิวบนใบหน้าของเราคือสิวประเภทอะไรกันนะ? จริง ๆ แล้ว สิว แบ่งออกได้เป็นกี่ประเภท?       ที่จริงแล้วสิวสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ และในแต่ละประเภทจะแบ่งแยกย่อยไปอีกตามลักษณะหรือขนาดความรุนแรงของการอักเสบ ซึ่งจะแบ่งได้ตามนี้ คือ สิวอุดตัน/สิวเสี้ยน ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นบริเวณจมูก คางและใต้ริมฝีปาก โดยจะมีลักษณะคล้ายสิวอุดตันหัวดำและมีกระจุกขนเล็ก ๆ หลายเส้นรวมกันอยู่ในสิว พร้อมกับไขมันหรือเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว ทำให้เกิดการอุดตัน โดยจะแบ่งย่อยได้อีก 3 ประเภท ได้แก่ สิวหัวดำ (Blackheads) หรือสิวอุดตันหัวเปิด เกิดจากการสะสมของไขมัน แบคทีเรีย และเซลล์ผิวหนังที่ตาย จะมีลักษณะเป็นตุ่มเล็ก ๆ สีดำ รูขุมขนจะเปิดออกจนเห็นหัวสิว โดยจะพบได้ที่บริเวณใบหน้า และผิวหนังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น บริเวณหลัง หน้าอก แขน หัวไหล่ และลำคอ เป็นต้น   สิวหัวขาว (Whiteheads) หรือสิวอุดตันหัวปิด เกิดจากการอุดตันเหมือนกัน แต่รูขุมขนจะปิด ทำให้มีลักษณะเป็นตุ่มนูน เหมือนเป็นไตก้อนเล็ก ๆ บีบออกยาก เมื่อปล่อยไว้เวลานาน อาจจะขยายขนาดใหญ่ขึ้น และมีโอกาสกลายเป็นสิวอักเสบชนิดต่างๆ ได้ สิวผด สิวหิน สิวเทียม (Acne Aestivalis) จะมีลักษณะเป็นตุ่มนูนเล็ก ๆ สีแดง ไม่มีหัว จำนวนมาก เมื่อสัมผัสแล้วจะรู้สึกสาก ๆ เป็นเม็ดทราย มีอาการคันและแสบบริเวณที่เกิดสิวผด ซึ่งที่จริงแล้วสิวผดพัฒนามาจากผื่น เนื่องจากเมื่อเกิดผื่นขึ้น ต่อมไขมันก็จะผลิตไขมันออกมามากจนผิดปกติ ทำให้เกิดการอุดตัน…

แบ่งปันบทความดีๆผ่านทาง
Read More
by Unknown author
วิธีดูแลผิวหน้าที่ถูกต้อง ต้องรู้!

สรุปทุกสิ่งที่ต้องรู้ก่อน ! ในการเริ่มบำรุงผิวหน้าด้วยสกินแคร์ ให้สวยใส ไร้สิว

      เชื่อหรือไม่ว่า มีคนจำนวนมากที่ได้ซื้อ สกินแคร์ และลองใช้สกินแคร์ต่างๆ มากมาย แต่กลับใช้ผิดใช้ถูกจนไม่เห็นผลลัพธ์ที่ดีพอ วันนี้เราจะมาแนะนำตั้งแต่การให้ทุกคนรู้จักประเภทของผิวหน้าเราเองก่อน ไปจนถึงลำดับการลงสกินแคร์ขั้นพื้นฐานที่ถูกต้อง เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด เหมาะสำหรับมือใหม่ที่อยากดูแลผิวพรรณของตนเอง แต่ไม่รู้ว่าควรเริ่มใช้สกินแคร์อย่างไร ที่นี่มีคำตอบอย่างแน่นอน ! รวมถึงผู้ที่เคยใช้เป็นประจำอยู่แล้ว แต่ดูไม่ค่อยเห็นผลจากการใช้เท่าไหร่เลย มาลองเช็คกันว่าคุณใช้ผิดวิธีหรือไม่ ก่อนที่จะเลือกซื้อสกินแคร์ ต้องรู้ชนิดผิวหน้าของตนเองก่อน       ก่อนที่จะเลือกซื้อสกินแคร์ สำคัญที่สุดเลยคือ เราต้องรู้จักชนิดของผิวหน้าตนเองก่อน โดย 5 ชนิดของผิวหน้า นั้น สามารถแบ่งออกได้เป็น ผิวธรรมดา ผิวมัน ผิวแห้ง ผิวบอบบางแพ้ง่าย และผิวผสม โดยประเภทของผิวนั้นตกทอดมาจากพันธุกรรม รวมถึงปัจจัยภายนอกอื่น ๆ เช่น สภาพแวดล้อม ประเภทของอาหารที่ทาน และพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันของเรา ผิวธรรมดา (Normal Skin) ผิวหน้าธรรมดาถือว่าเป็นผิวหน้าที่มีความสมดุลมากที่สุด เพราะว่าผิวบริเวณ T-zone (หน้าผาก จมูก และคาง) จะมีความมันน้อย แต่ว่าไม่แห้งจนเกินไป ทำให้ผิวมีความชุ่มชื้น อ่อนนุ่ม หรือที่เรียกว่าผิวสุขภาพดีนั่นเอง ผิวเรียบเนียน อ่อนนุ่ม ไม่มีสิว ไร้ริ้วรอย รูขุมขนมีขนาดเล็ก ผิวไม่มันจนเกินไป ไม่แห้งจนเกินไป มีการไหลเวียนโลหิตที่ดี ทำให้ผิวมีความสดชื่น สีอมชมพู ไม่หมองคล้ำ สำหรับผิวธรรมดา เราควรใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เพิ่มความชุ่มชื้นเป็นประจำเพื่อรักษาสภาพของผิวให้คงอยู่แบบนี้ได้นานขึ้น ควรทำความสะอาดผิวด้วยโฟมล้างหน้าที่อ่อนโยน เช่นโฟมที่มีค่า pH 5.5 และควรทาครีมกันแดดทุกครั้งเมื่อจำเป็นต้องออกไปที่โล่งกลางแจ้ง ผิวมัน (Oily Skin) ผิวหน้ามัน เป็น ผิวที่มีการผลิตน้ำมันในปริมาณที่มากเกินไป สามารถมองเห็น รูขุมขน ได้อย่างชัดเจนเพราะว่ามี รูขุมขนใหญ่ และมีแนวโน้มที่จะเป็นสิว เวลาใช้กระดาษซับมัน จะเห็นน้ำมันบนกระดาษได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะจากบริเวณ จมูก หน้าผาก และ โหนกแก้ม หน้ามันเยิ้มได้ง่าย ผิวเงา มันวาว รูขุมขนกว้าง น้ำมันหล่อเลี้ยงผิวมากเกินไป บางครั้ง มีสิวหัวดำ หรือ สิวเสี้ยน ผิวค่อนข้างหนา และไม่สามารถมองเห็นเส้นเลือดได้อย่างชัดเจน สำหรับผิวมัน ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นประเภทเนื้อบางเบา ซึมซาบง่าย เช่น โลชั่น หรือ เซรั่ม เป็นต้น เพราะโดยปกติแล้ว ผิวมันสามารถผลิตสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ (Sebum) ได้ดีอยู่แล้ว ส่วนการทำความสะอาดผิวมัน ควรล้างหน้าอย่างน้อยวันละ 2- 3 ครั้ง เพื่อช่วยขจัดความมันส่วนเกิน และป้องกันการสะสมของเชื้อแบคทีเรีย อันเป็นสาเหตุแห่งการเกิดสิว…

แบ่งปันบทความดีๆผ่านทาง
Read More
by Unknown author
คอลลาเจนคืออะไร ช่วยให้ผิวขาวใส ได้จริงหรือ

คอลลาเจน คืออะไร? ช่วยให้ผิวขาวใส หน้าเด็ก ได้จริงหรือไม่ ?

      “กิน คอลลาเจน สิ ผิวจะได้ขาวใส ไม่แก่ไว” หลาย ๆ คนคงจะเคยได้ยินมาประมาณนี้เกี่ยวกับตัวคอลลาเจน แล้วก็ลองทำตามคนอื่นที่แนะนำ แต่ไม่รู้เลยว่าคอลลาเจนนั้นคืออะไร ช่วยทำให้ผิวขาวใส เต่งตึงได้จริงหรอ วันนี้เราจะพาทุกคนมาค้นพบไปพร้อม ๆ กัน มาเริ่มกันเลย !  คอลลาเจน คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร ?       โดยปกติแล้ว คอลลาเจน เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่ช่วยให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่น คงความกระชับ เต่งตึง แข็งแรง พบได้ตามกระดูก กระดูกอ่อน รวมถึงเนื้อเยื่อต่าง ๆ ในร่างกายของคนและสัตว์ เมื่อเรารับประทานโปรตีนจากเนื้อสัตว์ ปลา หรือผลิตภัณฑ์จากนมเข้าไป โปรตีนนั้นจะถูกย่อยสลายจนแตกตัว และต่อตัวขึ้นใหม่เป็นโปรตีนที่ช่วยในการซ่อมแซมกล้ามเนื้อหรือกระบวนการรักษาแผล ซึ่งเราเรียกว่า คอลลาเจน นั่นเอง ในช่วงอายุ 20 ต้น ๆ ผิวหนังของเราจะมีคอลลาเจนประกอบอยู่ประมาณ 75% แต่ส่วนใหญ่อาจจะมีน้อยกว่านั้น เนื่องจากปัจจัยรอบตัวต่าง ๆ เช่น ความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ รังสี UV จากแสงแดด รับประทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่ สูบบุหรี่       ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น หย่อนคล้อย และเกิดริ้วรอยก่อนวัยอันควร อย่างไรก็ตาม ร่างกายจะเริ่มผลิตคอลลาเจนน้อยลงตามอายุที่มากขึ้น โดยเฉลี่ยถึงปีละ 1.5% ทำให้ผู้ที่มีอายุมาก ผิวหนังจะเหี่ยวย่น มีริ้วรอย ขาดความยืดหยุ่น และบริเวณข้อต่อเริ่มไม่แข็งแรง รับประทานผลิตภัณฑ์คอลลาเจนช่วยได้จริงหรอ ?       หลาย ๆ คนเริ่มกังวลถึงปัญหาผิวแก่ก่อนวัยอันควร ทำให้เริ่มหาและทดลองใช้อาหารเสริมคอลลาเจนต่าง ๆ เพราะเชื่อจากโฆษณาว่า ร่างกายสามารถดูดซึมอาหารเสริมคอลลาเจนในรูปแบบที่เรียกว่า Collagen Hydrolysate หรือกระบวนการย่อยบางส่วน เพื่อเพิ่มคอลลาเจนให้กับผิวหนังได้ แต่ผู้เชี่ยวชาญจากเว็บไซต์สุขภาพที่มีชื่อเสียงอย่าง Netdoctor ระบุออกมาว่า ผลลัพธ์นั้นค่อนข้างขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ รายบุคคล ทั้งเรื่องของโครงสร้างผิวหนัง การรับประทานอาหาร และพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน ทำให้ไม่อาจจะยืนยันได้ว่าอาหารเสริมคอลลาเจนจะช่วยในเรื่องของผิวพรรณได้จริง หากแต่ผลิตภัณฑ์นั้นจะช่วยได้จริง ก็ต้องใช้ติดต่อกันถึง 2 เดือนถึงจะเริ่มเห็นผลอย่างชัดเจน เคล็ดลับ ทำอย่างไรให้ผิวขาวใส อยู่กับเรานานที่สุด       ปัจจัยภายนอกที่สำคัญในการเร่งให้คอลลาเจนในผิวหนังของเราน้อยลง คือ พฤติกรรมและการรับประทานอาหารบางชนิด ดังนั้นเราควรปรับเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้เพื่อคงความอ่อนวัยของผิว ซึ่งมีวิธีง่าย ๆ ดังนี้ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลสูง อาหารปิ้งย่างและอาหารสำเร็จรูป…

แบ่งปันบทความดีๆผ่านทาง
Read More
by Unknown author
์Niacinamide คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร

สิวอักเสบ ขึ้นบนใบหน้า บอกอะไรบ้าง! รักษายังไงดี?

โอ๊ย! มีสิวแดง ๆ ขึ้นตรงคาง นี่มันสิวอะไรกัน ไม่เคยขึ้นที่คางมาก่อนเลย ทำไมวันนี้มาขึ้นตรงคางกันนะ แล้วต้องรักษายังไงดีล่ะทีนี้! วันนี้เราจะพาทุกคนมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับ สิวอักเสบ กันมากขึ้นและเราจะดูแลรักษาสิวประเภทนี้อย่างไรดี ไปดูกันเลย สิวแดง ๆ ขึ้นตรงคาง คือ สิวอักเสบ ไม่มีหัวนั่นเอง! โดยทั่วไปสิวอักเสบเป็นสิวที่พัฒนามาจากสิวอุดตัน เมื่อสิวอุดตันมีแบคทีเรียเจริญเติบโตอยู่ในตุ่มสิว ทำให้สิวเกิดการอักเสบ บวมแดง หากไปสัมผัสก็อาจจะทำให้เกิดความเจ็บปวดได้ สิวอักเสบสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายชนิด ขึ้นอยู่กับขนาดของสิว และความรุนแรงของการอักเสบ ได้แก่  สิวตุ่มแดง: เป็นตุ่มสิวสีแดงขนาดเล็ก ๆ แข็งนูน  สิวหัวหนอง: เป็นตุ่มแดง บวม มีอาการปวด เริ่มมีหัวหนองสีเหลือง เนื่องจากแบคทีเรียเจริญเติบโตบริเวณต่อมเหงื่อและรูขุมขน สิวก้อนลึก: เป็นตุ่มสิวแดงขนาดใหญ่ลึกลงไปชั้นใต้ผิวหนัง มีอาการเจ็บปวดที่รุนแรงมากขึ้นจากการที่แบคทีเรียเริ่มกระจายตัวอยู่ในชั้นใต้ผิวหนังมากขึ้น สิวซีสต์: เป็นตุ่มสิวขนาดใหญ่ เกิดจากถุงน้ำใต้ผิวหนังอักเสบ เนื่องจากภายในมีหนองอักเสบ  สิวหัวช้าง: เป็นสิวที่มีอาการอักเสบขั้นรุนแรงเนื่องจากสิวชนิดนี้จะมีอาการร่วมของสิวหัวหนอง สิวก้อนลึกและสิวซีสต์อยู่ด้วยกัน มีหนองไหลอยู่ตลอดเวลา โอกาสติดเชื้อง่าย ควรรีบทำการรักษาหรือปรึกษาแพทย์โดยด่วน โดยความแตกต่างระหว่างสิวอักเสบมีหัว และ สิวอักเสบไม่มีหัว คือ สิวอักเสบมีหัว จะมีหัวหนองโผล่ออกมาบนบริเวณสิว แต่สิวอักเสบ ไม่มีหัว จะมีลักษณะนูน แดง เป็นไต จับแล้วเจ็บ แต่ไม่มีหัวหนองโผล่ออกมาบริเวณสิวนั่นเอง สิวอักเสบ ไม่มีหัวที่ขึ้นบนใบหน้าแต่ละจุด บอกอะไรเราได้บ้าง การที่สิวขึ้นบนบริเวณต่าง ๆ บนใบหน้า มีความเป็นไปได้ว่าสิวจะบ่งบอกถึงความผิดปกติภายในร่างกายของเราอยู่ สิวอักเสบบริเวณหน้าผาก: ความผิดปกติของกระเพาะปัสสาวะและระบบย่อยอาหาร สิวอักเสบบริเวณระหว่างคิ้ว: ความผิดปกติของตับ สิวอักเสบบริเวณใบหู: ความผิดปกติของไต สิวอักเสบบริเวณริมฝีปาก: ความผิดปกติของรังไข่ สิวอักเสบบริเวณเปลือกตา: ความผิดปกติของไตหรืออาการภูมิแพ้ สิวอักเสบบริเวณคาง: ความผิดปกติของกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก สิวอักเสบบริเวณแก้ม: ความผิดปกติของปอด จมูก เหงือกและฟัน สิวอักเสบบริเวณจมูก: ความผิดปกติของหัวใจหรือระบบสืบพันธุ์ โดยตำแหน่งที่พบเจอบ่อยที่สุดจะอยู่ตรงบริเวณคาง ซึ่งหากใครมีสิวอักเสบ สิวไม่มีหัวขึ้นบริเวณคางอาจจะบ่งบอกได้ว่ามีความผิดปกติของกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก อาจจะควรไปตรวจสุขภาพเพื่อเช็คให้มั่นใจ ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าหากมีสิวเกิดขึ้นบริเวณนั้น ๆ จะมีความผิดปกติตามที่กล่าวมา อาจจะมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดสิวแทน แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังควรตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปีอย่างสม่ำเสมอตามปกติ จะรับมืออย่างไรดี เมื่อมีสิวอักเสบบนใบหน้า สำคัญที่สุดเลยก็คือ เราต้องดูแลรักษาความสะอาดผิวหน้าอยู่ตลอดเวลาเพื่อควบคุมไม่ให้มีอาการอักเสบเพิ่มขึ้นที่อาจเกิดจากสิ่งสกปรกต่าง ๆ โดยควรเลือกใช้โฟมล้างหน้าที่อ่อนโยนและเหมาะกับชนิดผิวของคุณ เช่น Riviera Suisse Foam ที่เป็นโฟมล้างหน้าเนื้อนุ่ม ทำความสะอาดได้อย่างล้ำลึกและอ่อนโยน เหมาะกับทุกสภาพผิว ให้ความชุ่มชื้นหลังจากการล้างหน้าโดยไม่ทำให้ผิวหนังแห้งตึงด้วยสาร Amisoft CS-22 นอกจากนี้เราก็ควรใช้ยารักษาสิวเพื่อลดอาการอักเสบของสิวและทำให้สิวหายขาดด้วย Face Skin Control เมื่อทา สิวอักเสบที่เพิ่งเกิดใหม่จะยุบภายใน 6 ชั่วโมง โดยมีนวัตกรรมผงแร่ซิลเวอร์บริสุทธิ์…

แบ่งปันบทความดีๆผ่านทาง
Read More
by Unknown author
Riviera-Suisse-best-facial-night-cream

Hall of Fame: รางวัลต่างๆที่ Skincare จาก Riviera Suisse ได้คว้ามาแล้ว!

หลาย ๆ คนตามหา Skincare ที่ดีจากรีวิวบ้าง คนใกล้ตัวแนะนำบ้าง หรือผ่านจากโฆษณา แต่รู้หรือไม่! เราสามารถหาได้จาก Event ดัง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสกินแคร์ได้เหมือนกัน ซึ่ง Event เหล่านี้มีการมอบรางวัลการันตีคุณภาพสำหรับแบรนด์ที่ถูกเลือกอีกด้วย และ และ และ ! Riviera Suisse Foam ของเราก็ได้รับรางวัลจาก CLEO BEAUTY HALL OF FAME 2019 รวมถึง Face Balm Night ที่ได้รับรางวัลจาก EVEANDBOY Best Selling Awards 2019 วันนี้เราจะพาทุกคนมาดูกันว่าทั้ง Foam และ Face Balm Night ของเราดีอย่างไร ทำไมถึงได้รับรางวัลเหล่านี้มาครอบครอง พร้อมแล้วไปดูกัน! Face Balm Night ครีมบำรุงผิวหน้า ที่ได้รางวัล EVEANDBOY Best Selling Awards 2019 Face Balm Night เป็นครีมเนื้อบาล์มที่ช่วยบำรุงผิวหน้าในเวลากลางคืน เมื่อใช้เป็นประจำ จะสามารถช่วยคงความชุ่มชื้นตลอดคืน ทำให้ริ้วรอยแลดูจางลง และผิวนุ่มชุ่มชื้นอย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งหมดนี้ เกิดจากการเพิ่มกระบวนการสร้างคอลลาเจนให้แก่ผิว โดย Face Balm Night เหมาะสำหรับการใช้กลางคืนก่อนนอน และมีคุณสมบัติดังนี้  สร้างเกราะป้องกันเพื่อต่อสู้กับสภาพแวดล้อม ฟื้นฟูโครงสร้างผิวให้แข็งแรง และช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิวที่ถูกทำลาย คืนความอ่อนเยาว์ให้แก่ผิว  เพิ่มความชุ่มชื้นของผิวจากกรดไฮยาลูโรนิก Panthenol และ น้ำมันเมล็ด Moringa ผิวดูเรียบเนียน เต่งตึง ยกกระชับ จาก Syn®-TC เพิ่มกระบวนการสร้างคอลลาเจนให้แก่ผิว ลดเลือนริ้วรอยได้ภายใน 28 วัน โดยวิธีใช้นั้น ให้หมุนฝาขวดเพื่อปลดล็อก กดฝาขวดเบาๆ ใช้เป็นประจำหลังจากการทำความสะอาดผิวหน้าตอนกลางคืน ทาครีมให้ทั่วใบหน้าและคอ หลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณดวงตา รางวัล Best Selling Awards นั้นไม่ได้ ได้มาง่าย ๆ แต่เป็นเพราะ Face Balm Night มีส่วนผสมที่สำคัญต่างๆไม่ว่าจะเป็น น้ำมันเมล็ด Moringa (มอริงก้า) –  มีสรรพคุณในการชะลอวัย ต้านการอักเสบ และเพิ่มความชุ่มชื้น ดังที่ถูกเรียกว่าต้นไม้มหัศจรรย์ หรือ ต้นไม้แห่งชีวิต Syn®-TC – กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้แก่ผิว ลดเลือนริ้วรอยให้ดูอ่อนเยาว์ …

แบ่งปันบทความดีๆผ่านทาง
Read More
by Unknown author
laughing and wrinkles riviera suisse JPEG

หัวเราะ ช่วยให้ผิวสวยสดใส? “โยคะหัวเราะ” คุณประโยชน์ต่างๆที่คาดไม่ถึงของการ หัวเราะ

ผู้หญิงบางคนเลือกที่จะไม่ค่อย หัวเราะเพราะกลัวเกิดริ้วรอยย่นรอบดวงตาและร่องแก้ม แต่ในความเป็นจริงแล้ว การ หัวเราะทำให้อารมณ์ดีและหน้าตาสดใส และการ หัวเราะบ่อย ๆ ยังส่งผลดีต่อผิวพรรณเราอีกด้วย เพราะการ หัวเราะ นั้นมีประสิทธิภาพพอ ๆ กับการออกกำลังกาย ทันทีที่คุณ หัวเราะ กล้ามเนื้อบนใบหน้าและทั่วร่างกายจะยืดตัว ชีพจรกับความดันโลหิตจะเพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยลำเลียงออกซิเจนไปยังเนื้อเยื่อต่าง ๆ ช่วยสร้างความแข็งแรงให้กับทุกส่วนของร่างกาย ตั้งแต่สมอง ระบบไหลเวียนเลือด ระบบย่อย ระบบภูมิคุ้มกัน หรือแม้กระทั่งผิวพรรณที่ทำให้ใบหน้าได้เคลื่อนไหว มีความยืดหยุ่น ไม่ตึงหรือเกร็ง ประกอบกับทำให้เราได้ความผ่อนคลายความเครียดด้วย ในบทความนี้ เราจะมาดูกันว่าริ้วรอยบนผิวหน้าและตีนกาเกิดขึ้นได้อย่างไร การหัวเราะทำให้เกิดริ้วรอยได้จริงไหม และ โยคะ หัวเราะ มีประโยชน์อย่างไร รอยย่น ริ้วรอย และตีนกาบนผิวหน้า เกิดจากอะไรบ้าง อายุที่มากขึ้น เมื่อเรามีอายุที่มากขึ้นส่งผลให้เซลล์แบ่งตัวได้น้อยลง จำนวนเซลล์ในชั้นหนังแท้จะเริ่มบางลง เส้นใยในผิวหนังหรือที่เรียกว่าอีลาสติน (Elastin) และคอลลาเจน (Collagen) ที่ช่วยสร้างความแข็งแรงและความเต่งตึงของผิวหนังลดลง เป็นเหตุให้ผิวหนังเกิดริ้วรอย หย่อนคล้อย และกลายเป็น ตีนกา ในที่สุด  การแสดงสีหน้าตามปกติ เช่น การยิ้ม หัวเราะ ขมวดคิ้ว ร้องไห้ จะส่งผลให้กล้ามเนื้อเล็ก ๆ บริเวณหางตาเกิดการหดตัว ซึ่งสามารถกระตุ้นการเกิดรอยตีนกาได้ นอกจากนี้แล้ว การขมวดคิ้วทำให้เกิดรอยย่นระหว่างคิ้ว และมีริ้วรอยเป็นทางที่หน้าผาก หรือที่เรียกว่าหน้านิ่วคิ้วขมวดนั่นเอง พักผ่อนไม่เพียงพอ นอกจากจะส่งผลเสียต่อสุขภาพแล้ว ก็ยังเป็นตัวเร่งทำให้เกิดรอย ตีนกา เร็วขึ้นอีกด้วย โดยปกติแล้ว คนเราควรนอนหลับ 7-8 ชั่วโมงต่อคืน พฤติกรรมในการนอนหลับที่ดี จะช่วยทำให้ตีนกาไม่เด่นชัด ทำให้ใบหน้าสดใสเปล่งปลั่ง สูบบุหรี่ ยาเสพติด แน่นอนว่า เป็นสิ่งที่ไม่ดีต่อร่างกายและจิตใจ พฤติกรรมนี้อาจจะช่วยให้เราคลายเครียดในระยะสั้น แต่ในระยะยาว อาจจะทำให้เราเครียดมากกว่าเดิม เพราะปัญหาทางสุขภาพและ ริ้วรอย ตีนกา ที่จะทำให้เราดูโทรมลง โดยธรรมชาติแล้ว คนที่มีผิวแห้งจะมีริ้วรอยบนใบหน้าได้ง่ายกว่าคนที่มีผิวมัน เพราะว่าผิวแห้งจะเก็บความชุ่มชื้นได้น้อยกว่า จึงสำคัญมากที่ต้องรู้ว่าตัวเองมีผิวประเภทไหนก่อนที่จะเลือกผลิตภัณฑ์ดูแลผิว (คุณมีผิวประเภทไหน สามารถคลิ๊กอ่านได้ที่นี่) นอกจากผิวแห้งตามธรรมชาติแล้ว เราก็สามารถพบเจอปัญหาผิวขาดน้ำได้อีกด้วย โดยถ้าคุณต้องการฟื้นฟูผิวหน้า เปลี่ยนจากผิวโทรมเป็นผิวใสสุขภาพดี สามารถเริ่มได้จากการบำรุงผิวหน้าก่อนนอน ด้วย Face Balm Night ที่ฟื้นฟูโครงสร้างผิวให้แข็งแรง และช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิวที่ถูกทำลายคืนความอ่อนเยาว์ให้แก่ผิว แต่ถ้าต้องการฟื้นฟูผิวหน้าเร่งด่วนแบบ 24 ชั่วโมงไม่มีหยุด สามารถใช้ SET 24 Hours 30 ML. (Face Balm, Face Balm Night) ที่รวมถึงผลิตภัณฑ์ Face Balm SPF30…

แบ่งปันบทความดีๆผ่านทาง
Read More
by Unknown author

Skincare routine บำรุงผิวหน้า ทาอะไรก่อน-หลัง? ถึงจะเห็นผล

      หลายคนออกตามหา skincare routine ที่ใช่ คุณภาพดี อาจจะฟังมาจากรีวิวบ้าง หรือบอกต่อกันมาบ้าง แต่รู้หรือไม่ มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ใช้ผิดใช้ถูกจนไม่เห็นผลหรือเห็นผลช้ากว่าที่ควรจะเป็น เนื่องจากคิดว่าทาครีมก่อนหรือเซรั่มก่อนก็มีค่าเท่ากัน ผลสุดท้ายก็ทาอยู่บนผิวหน้าเหมือนกัน ดังนั้นวันนี้เราจะพาทุกคนย้อนกลับไปตั้งแต่ขั้นพื้นฐานว่า ลำดับการลงสกินแคร์ ที่ถูกต้อง เหมาะสม ควรเป็นอย่างไร ต้องทาอะไรก่อน-หลัง ถึงจะมีประสิทธิภาพมากที่สุด ลำดับการทา skincare สำคัญขนาดนั้นเลยหรอ?       การเลือกทาสกินแคร์แบบเรียงลำดับก่อน-หลังนั้นสำคัญมาก เพราะจะทำให้สกินแคร์แต่ละตัวได้ทำหน้าที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ยกตัวอย่างเช่น หากคุณต้องการออกนอกบ้าน และคุณทาครีมกันแดดก่อนทาเซรั่ม ประสิทธิภาพของเซรั่มจะไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ เพราะครีมกันแดดมีความเข้มข้นของเนื้อผิวสัมผัสมากกว่าเซรั่ม จึงบดบังไม่ให้เซรั่มซึบเข้าไปในชั้นผิวหนัง  โดยพื้นฐานในการเรียงลำดับจะขึ้นอยู่กับหน้าที่ของสกินแคร์และความเข้มข้นของเนื้อสัมผัสเป็นหลัก ซึ่งจะเรียงจากเนื้อเบาไปหนัก สกินแคร์ที่ช่วยในการบำรุงผิวควรซึมซาบไปเป็นอันดับแรก ๆ ตามด้วยสกินแคร์ที่ช่วยในการปกป้องผิว  ลำดับการลงสกินแคร์ ก่อน-หลัง       การทาสกินแคร์อาจจะแตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลา ช่วงกลางวันอาจจะเน้นให้ผิวชุ่มชื้น ปกป้องผิวจากแสงแดด มลภาวะ งดการใช้สกินแคร์ที่กระตุ้นการผลัดผิว ส่วนกลางคืนเน้นช่วยซ่อมแซมผิว ดูแลผิวให้ชุ่มชื้น โดยหลัก ๆ แล้วจะมีวิธีทาสกินแคร์ที่ถูกต้อง ตามลำดับอยู่ 6 ขั้นตอนด้วยกัน ได้แก่ 1. คลีนเซอร์ (Cleanser)       สำหรับขั้นตอนแรกเริ่มในการเตรียมความพร้อมบำรุงผิว เราควรที่จะทำความสะอาดสิ่งสกปรกและความมันบนใบหน้าให้หมดจด ด้วยการใช้คลีนเซอร์ที่เหมาะสมตามสภาพผิวของตนเอง (หากยังไม่แน่ใจว่าตนเองเป็นผิวประเภทไหน สามารถลองเช็คได้ที่นี่) ส่วนในตอนกลางคืน หากมีการใช้เครื่องสำอางมาก็ควรที่จะใช้เมคอัพรีมูฟเวอร์ (Makeup remover) เพื่อเช็ดเครื่องสำอางก่อน แล้วตามด้วยคลีนเซอร์ 2. โทนเนอร์ (Toner)       ใช้โทนเนอร์เพื่อเป็นการปรับสภาพผิวให้มีค่า pH ที่เหมาะสม ทำให้ผิวไม่แห้งตึงหลังจากการทำความสะอาดใบหน้า อีกทั้งยังช่วยให้การลงสกินแคร์บำรุงซึมได้เร็วมากขึ้น อย่าง Micellar Tonic ของ Riviera suisse ที่มีคุณสมบัติ moisturize ผิว ช่วยให้ผิวชุ่มชื้นและรูขุมขนกระชับและเรียบเนียน  3. น้ำตบ หรือ ทรีตเมนต์ เอสเซนส์ (Treatment Essenses)        เป็นขั้นตอนที่เพิ่มเข้ามาเพื่อช่วยในการเตรียมให้ผิวชุ่มชื้นพร้อมรับการบำรุงขั้นถัดไป โดยเว้นให้โทนเนอร์ปรับสภาพผิวก่อนสัก 1-2 นาที แล้วค่อยลงด้วยเอสเซนส์ ใช้ปลายนิ้วมือตบบนใบหน้าเบา ๆ ซึ่งช่วยในการไหลเวียนเลือดในผิวได้ 4. เซรั่ม (Serum)       การลงเซรั่มเป็นขั้นตอนที่สำคัญในการบำรุงผิวมากที่สุด เนื่องจากเซรั่มเป็น skincare ที่มีส่วนผสมที่ออกฤทธิ์บำรุงผิว…

แบ่งปันบทความดีๆผ่านทาง
Read More
by Unknown author

ผิวบอบบาง ผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ผิวหนังบาง แพ้ง่าย ไวต่อแดด ควรหลีกเลี่ยง

ผิวบอบบาง ผิวแพ้ง่าย อาจจะเป็นชนิดผิวของคุณโดยธรรมชาติเลยก็เป็นได้ (ถ้าคุณสงสัยว่าโดยธรรมชาติแล้ว คุณมีผิวชนิดไหน สามารถคลิ๊กดูได้ที่นี่เลย) แต่จริง ๆ แล้วคุณอาจมีสุขภาพผิวที่ดีกว่านี้ได้ เพียงเพราะคุณกำลังใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำร้ายผิวของคุณอย่างไม่รู้ตัว วันนี้เราจะมาหาคำตอบกันว่า ผลิตภัณฑ์ชนิดไหน และสารอะไรบ้างในผลิตภัณฑ์ผิว ที่ทำอันตรายให้กับผิวคุณมากกว่าให้คุณประโยชน์ ส่วนผสมในสกินแคร์ ที่ไม่เหมาะกับผิวแพ้ง่าย ส่วนผสมของแอลกอฮอล์ (Alcohol): ผิวบอบบางแพ้ง่าย มักระคายเคืองต่อแอลกอฮอล์ได้ง่าย เพราะแอลกอฮอล์ทำให้ผิวแห้ง ผิวขาดน้ำ โดยการดึงความชุ่มชื้นออกจากผิว ดังนั้นคนที่มีผิวบอบบางแพ้ง่ายควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ หรือมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ให้น้อยที่สุด สารที่มีความเป็นกรดมากเกินไป เช่น กรด BHA (Beta Hydroxy Acid) กรดวิตามินซี กรดวิตามินเอ ถึงแม้ว่าสารเหล่านี้จะมีคุณสมบัติช่วยให้ผิวหน้าขาวกระจ่างใสขึ้นจริง แต่สุดท้ายกลับทำให้ผิวบอบบางลง เนื่องจากสารเหล่านี้จะไปเร่งการผลัดเซลล์ผิว ทำให้บริเวณผิวหนังกำพร้าหลุดลอกเร็วมากกว่าปกติ ส่งผลให้ผิวบอบบาง เกิดการระคายเคือง และนำไปสู่ปัญหาผิวไวต่อแสงแดด ส่วนผสมของสารลดแรงตึงผิว (Ethoxylated Agent): เป็นสารลดแรงตึงผิวที่มีฤทธิ์กัดกร่อนรุนแรง และจะทำให้ผิวเกิดการระคายเคืองมาก หมายความว่าคนที่มี ผิวแพ้ง่าย ควรหลีกเลี่ยงสารเคมีนี้มากที่สุด ส่วนผสมของอ็อกซีเบนโซน (Oxybenzone): ครีมกันแดดที่มีคุณภาพไม่ดีบางชนิด อาจจะมีสารนี้ ถ้าใช้ครีมกันแดดที่มีสารนี้ในปริมาณมาก อาจจะส่งผลให้เกิดการระคายเคืองและเกิดอาการแพ้ได้ นอกจากทำให้เกิดอาการแพ้แล้ว สารนี้สามารถซึมเข้าสู่ชั้นผิวหนังของเรา และสามารถซึมเข้าสู่กระแสเลือด ส่งผลให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้ ในทางกลับกัน ครีมกันแดดที่ดีควรจะปกป้องเราจากแสงแดดและรังสี UVA และ UVB รวมถึงบำรุงผิวหน้า เช่น Face Balm SPF30 PA+++ ของแบรนด์ Riviera Suisse ที่มีวิตามินอี ช่วยชะลอริ้วรอยแห่งวัยบนใบหน้า มี Chromabright MFF และ Sunsil Tin natural white ที่ช่วยปรับสภาพผิวของคุณให้ขาวกระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติทันทีที่ใช้ โดยผลิตภัณฑ์นี้ผ่านการทดสอบโดยแพทย์ผิวหนังและเหมาะกับทุกสภาพผิว โดยเฉพาะผิวที่แพ้ง่าย ส่วนผสมของน้ำหอม (Fragrance): โดยปกติสกินแคร์ทั่วไปไม่ว่าจะเป็น ครีมกันแดด เซรั่ม หรือ น้ำตบ ล้วนมีส่วนผสมของน้ำหอมหรือกลิ่นสังเคราะห์ เพื่อช่วยดึงดูดผู้ซื้อมากขึ้นนั่นเอง แต่จริง ๆ แล้วเราควรหลีกเลี่ยง เนื่องจากน้ำหอมจะทำให้ผิวเกิดอาการระคายเคือง โดยเฉพาะผิวบอบบาง ส่วนผสมของพาราเบน (Paraben): สารพาราเบนหรือสารกันเสียถือว่าเป็นสารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้หรือผื่นแพ้ได้ง่าย โดยเฉพาะสำหรับคนผิวแพ้ง่าย บอบบาง ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดปริมาณจำกัดของสารชนิดนี้เอาไว้ในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ รวมถึงสกินแคร์ ใครมีผิวบอบบางแพ้ง่ายบ้าง อาการ สังเกตได้ง่าย ๆ คนที่มีผิวบอบบางแพ้ง่าย ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ ผู้มีอาการแพ้อาหาร หรือผู้มีอาการแพ้อากาศ เพราะว่าผู้หญิงในวัยทำงานก็สามารถมีผิวบอบบางแพ้ง่ายได้เช่นกัน อาจจะเป็นเพราะผิวได้รับสารเคมีสะสมเป็นระยะเวลานาน จากผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับผิวและเครื่องสำอางต่าง ๆ ที่ใช้มาตั้งแต่เป็นวัยรุ่น โดยถึงแม้ว่าทาง Rivera Suisse แนะนำให้ไปพบแพทย์ผิวหนังโดยตรงมากกว่า…

แบ่งปันบทความดีๆผ่านทาง
Read More
by Unknown author
ผิวหนัง กับ น้ำ ดื่มน้ำอย่างไรให้มีประโยชน์ ผิวสุขภาพดี ผิวสวย ไม่เกิด ผิวขาดน้ำ

ผิวหนัง กับ น้ำ ดื่มน้ำอย่างไรให้มีประโยชน์ ผิวดูเด็ก ผิวสวย ไร้สิว

     ผิวหนัง กับ น้ำ มีความสัมพันธ์กันอย่างไร ? โดยปกติน้ำหนักตัวของคนเราประกอบด้วยน้ำถึง 60 เปอร์เซ็นต์ อีกทั้งในชั้นผิวหนังทั้งหมดมีน้ำเป็นส่วนประกอบมากถึง 64 เปอร์เซ็นต์ ร่างกายอาจจะสูญเสียน้ำได้จากการทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การออกกำลังกาย หรือ กิจกรรมที่มีการออกแรงมาก ทำให้เหงื่อออก และถ้าหากเราไม่ใส่ใจกับการดื่มน้ำมากนัก เช่น ดื่มน้ำในปริมาณที่ไม่เหมาะสม จะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพตามมาและจะส่งผลต่อผิวเราโดยตรง การดื่มน้ำเปล่าในปริมาณที่เพียงพอจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะนอกเหนือจากการบำรุงผิวด้วยมอยส์เจอร์ไรเซอร์หรือครีมบำรุงที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวแล้ว การดื่มน้ำเปล่าสามารถป้องกันภาวะร่างกายขาดน้ำ รวมถึงปัญหาผิวต่าง ๆ เช่น ผิวแห้ง ผิวขาดน้ำ ทำให้ใบหน้าชุ่มชื้น ผิวพรรณสดใส ไม่แห้งกร้าน ผิวสวยสุขภาพดี นั่นเอง ผิวหนัง ขาดน้ำสามารถรู้ได้อย่างไร      หลายคนอาจจะคิดว่า เมื่อผิวของตนเองนั้นเริ่มแตก ลอกเป็นขุยหรือหยาบกร้าน แสดงว่าผิวแห้ง แต่ในความเป็นจริงอาจจะไม่ใช่แบบนั้นเสมอไป เพราะเราอาจจะมีผิวขาดน้ำก็ได้ ดังนั้นผิวแห้งและผิวขาดน้ำนั้นจะมีความแตกต่างกันดังนี้ ผิวแห้ง เป็นชนิดของผิวที่ต่อมไขมันใต้ผิวหนังผลิตน้ำมันน้อยกว่าปกติ จึงไม่สามารถกักเก็บความชุ่มชื้นได้ ทำให้ผิวแห้งตึงและลอกเป็นขุย โดยทั่วไปแล้วคนที่มีผิวแห้งจะเป็นทั่วบริเวณทั้งใบใบหน้าและไม่ค่อยมีปัญหาสิว เพราะมีรูขุมขนเล็ก ไม่มีน้ำมันบนผิวหน้ามาก โดยวิธีการดูแลหากผิวแห้งเบื้องต้น จะเป็นการทามอยเจอร์ไรซ์เซอร์ เพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวอย่างสม่ำเสมอ      ผิวขาดน้ำ เป็นอาการของผิวที่มีน้ำหล่อเลี้ยงใต้ผิวหนังไม่เพียงพอ แต่ต่อมไขมันยังผลิตน้ำมันออกมาปกติ ทำให้น้ำมันเคลือบผิวหน้ามาก แต่ผิวยังดูแห้ง หยาบกร้าน ผิวขาดน้ำสามารถเกิดได้กับสภาพผิวทุกประเภท โดยวิธีการดูแลหากผิวขาดน้ำในเบื้องต้น ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่อ่อนโยน เพื่อป้องกันการเกิดสิวและคงความชุ่มชื้นของผิวหน้าได้ อย่าง Riviera Suisse Foam และเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว รูขุมขนกระชับด้วย Micellar Tonic  ควรดื่มน้ำวันละเท่าไรถึงจะดีต่อ ผิวหนัง      โดยทั่วไปร่างกายจะสูญเสียน้ำในทุกวัน แต่จะสูญเสียในปริมาณที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่ทำในแต่ละวัน ดังนั้นนอกเหนือจากการดื่มน้ำเพื่อทดแทนในส่วนที่เสียไปแล้ว การดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายก็เป็นส่วนที่สำคัญเช่นกัน เราสามารถสังเกตได้ หากเราดื่มน้ำไม่เพียงพอจะทำให้มีปัญหาการขับถ่ายหรือท้องผูก และมีปัสสาวะสีเข้ม โดยปกติแล้วเราจะทราบกันว่า ใน 1 วัน เราควรดื่มน้ำให้ครบ 8 แก้ว แต่ที่จริงแล้วปริมาณที่เหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ อีก เช่น อายุ เพศ และกิจกรรมที่ทำ  ปริมาณการดื่มน้ำที่เหมาะสม  ผู้ที่มีอายุ 4-8 ปี ควรดื่ม 5 แก้วต่อวัน หรือประมาณ 1,200 มล. ผู้ที่มีอายุ 9-13 ปี ควรดื่ม 7-8 แก้วต่อวัน หรือประมาณ 1,600-1,900 มล. ผู้ที่มีอายุ 14-18 ปี…

แบ่งปันบทความดีๆผ่านทาง
Read More
by Unknown author
riviera suisse face wash

6 วิธีล้างหน้าแบบผิด ๆ ยิ่งล้างยิ่งเป็นสิว

บางคน แค่ล้างหน้าด้วยสบู่ธรรมดา แต่กลับหน้าใส ไม่มีสิวสักเม็ด แต่ทำไมหลายคนที่ลองหลากหลายผลิตภัณฑ์มาแล้ว ไม่ว่าจะใช้โฟมล้างหน้าหรือป้ายครีมแต้มสิว แต่ก็ยังมีสิวโผล่ขึ้นมาบั่นทอนความมั่นใจอยู่เสมอ หนึ่งในสิ่งที่หลายคนคาดไม่ถึง ก็คือ วิธีที่เราล้างหน้านั่นเอง การล้างหน้าที่ผิดวิธีนั้น นอกจากจะทำให้มีสิวง่ายขึ้นแล้ว จะทำให้ผิวหน้าเราบอบบางกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดการแพ้ได้ง่าย รวมถึงปัญหาผิวต่าง ๆ ที่ตามมา ดังนั้น วันนี้เราจะมีดูกันว่าล้างหน้าแบบไหนผิดวิธี และทำไมถึงควรหลีกเลี่ยงวิธีการเหล่านี้ 1. ล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น บนผิวหน้าของเรานั้นจะต้องมีน้ำมันในปริมาณที่พอเหมาะในการหล่อเลี้ยงให้ผิวมีความสมดุล และคอยปกป้องเซลล์ผิวของเรา การล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นนั้นจะทำให้ผิวเราแห้งเกินไป เพราะว่าน้ำอุ่นจะล้างน้ำมันออกจากผิวเรามากเกินไป เมื่อผิวเราขาดความสมดุลแล้วจะทำให้เป็นสิวได้ง่ายขึ้นอีก โดยแท้จริงแล้ว การล้างหน้าด้วยน้ำเย็นทำให้ผิวดูผ่องใส สิวน้อยลง และผิวชุ่มชื้น น้ำเย็นทำให้รูขุมขนและหนังกำพร้ากระชับขึ้น ช่วยป้องกันไม่ให้ร่างกายสูญเสียน้ำมันธรรมชาติไป ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการป้องกันไม่ให้ผิวแห้ง 2. ล้างหน้าหลังออกกำลังกายทันที แน่นอนว่า หลังออกกำลังกาย เราอยากจะชำระล้างผิวหน้าของเราให้ปราศจากสิ่งสกปรก ไม่ว่าจะเป็นแบคทีเรียหรือฝุ่นต่าง ๆ ที่มาปนเปื้อนใบหน้าของเราระหว่างการออกกำลังกาย แต่การล้างหน้าหลังจากออกกำลังกายทันทีนั้นส่งผลไม่ดีต่อผิวเรา และยังเป็นเหตุที่ทำให้เกิดสิวอีกด้วย เพราะว่าร่างกายเรายังมีความร้อนสะสมจากการออกกำลังกายอยู่ และเหงื่อจะยังไม่หยุดไหลทันที การล้างหน้าทันทีจะทำให้รูขุมขนหดลงในขณะที่เหงื่อและไขมันกำลังไหลอยู่ และอาจเป็นเหตุที่ทำให้เกิดสิวอุดตันได้โดยเฉพาะถ้าเราล้างหน้าไม่สะอาด 3. การใช้โฟมล้างหน้าที่มีเม็ดสครับหรือเม็ดบีดส์ สำหรับคนที่เป็นสิวอยู่ การที่เม็ดสครับไปเสียดสีกับผิวหน้าเรา จะไปกระตุ้นให้สิวเกิดอาการอักเสบ จนกลายเป็นสิวอักเสบได้ หรือถ้าสครับแรงเกินไปก็อาจจะเกิดอาการสิวแตก และติดเชื้อได้ง่าย เพราะฉะนั้นแล้ว หากคุณมีสิว ก็ควรใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับคนเป็นสิวโดยเฉพาะ นอกจากนี้แล้ว การสครับผิวหน้าเป็นประจำอาจทำให้ผิวบาดเจ็บ ทำให้ชั้นผิวหนังบอบบางลงจนสามารถเห็นเส้นเลือดแดงได้ชัดขึ้น การดูแลผิวที่ดีนั้น ไม่จำเป็นต้องสครับเป็นประจำ  แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนและเหมาะกับชนิดผิวของคุณจะดีกว่า เช่น Riviera Suisse Foam ที่เป็นโฟมล้างหน้าเนื้อนุ่ม ทำความสะอาดได้อย่างล้ำลึกและอ่อนโยน เหมาะกับทุกสภาพผิว ให้ความชุ่มชื้นหลังจากการล้างหน้าโดยไม่ทำให้ผิวหนังแห้งตึงด้วยสาร Amisoft CS-22 เมื่อเราทำความสะอาดใบหน้าเสร็จแล้ว ก็สามารถบำรุงผิวหน้าให้ชุ่มชื้น มีน้ำมีนวลตลอดเวลาด้วย Micellar tonic ของ Riviera Suisse 4. ล้างหน้าบ่อยเกินความจำเป็น คนที่มีผิวมันนั้นมีแนวโน้มที่จะเป็นสิวได้ง่ายกว่าผิวชนิดอื่น เพราะว่ามีน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวมากเกินความจำเป็น หลายคนอาจคิดว่าวิธีแก้ปัญหาผิวมันนั้นคือการล้างหน้าให้บ่อยขึ้น เพื่อขจัดไขมันที่เกินความจำเป็นออก แต่จริง ๆ แล้วตามวิธีการดูแลผิวมันที่ถูกต้อง เราควรล้างหน้าแค่วันละ 2 – 3 ครั้งเท่านั้น โดยวิธีการป้องกันไม่ให้ผิวมันมากไปก็คือการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นประเภทเนื้อบางเบา ซึมซาบง่าย เช่น โลชั่น หรือ เซรั่ม เป็นต้น เพราะโดยปกติแล้ว ผิวมันสามารถผลิตสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ (Sebum) ได้ดีอยู่แล้ว 5. ล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะกับผิว คนเรานั้นมีผิวทั้งหมด 5 ประเภท ได้แก่ ผิวธรรมดา ผิวแห้ง ผิวมัน ผิวผสม ผิวบอบบาง(แพ้ง่าย) โดยการใช้สกินแคร์ที่ผิดประเภท จะทำให้ผิวเราขาดความสมดุลจนทำให้ผิวขาดน้ำได้ เช่น การใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับคนผิวมัน แต่หากเราเป็นคนผิวแห้งอยู่แล้ว ก็จะทำให้เกิดปัญหาได้…

แบ่งปันบทความดีๆผ่านทาง
Read More
by Unknown author
นอนดึก ทำงานหนัก หน้าโทรม หน้าพัง ริ้วรอย

นอนดึก ตัวการร้าย ทำลายผิว สิวขึ้น หน้าโทรม หน้าพัง!

นอนดึก นอนไม่หลับล้วนมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเรา      “นอนดึก” เมื่อเข้าสู่วัยเรียนมหาวิทยาลัยหรือวัยทำงาน เราก็ยิ่งมีปัจจัยต่าง ๆ ที่ทำให้เรานอนไม่หลับ ทั้งเรื่องการทำงานที่หนักหน่วง เรื่องสังคม รวมถึงปัญหาอีกหลายด้านที่รุมเร้าเข้ามาจนเป็นเหตุให้เกิดนิสัยการนอนดึก เนื่องจากเราคิดว่าควรใช้เวลาให้มากและคุ้มค่าไปกับการทำอะไรบางอย่างมากที่สุด แต่รู้หรือไม่ว่าการนอนดึกในระยะยาวนั้นส่งผลเสียต่อร่างกายเป็นอย่างมาก และหนึ่งผลกระทบนั่นก็คือ ผิวพรรณของเราจะดูหมองคล้ำ ขอบตาดำ เกิดสิว หรือแม้กระทั่งทำให้ผิวเราเกิด ริ้วรอย ดูแก่กว่าวัย ดังนั้นวันนี้เราจะมาดูกันว่าทำไมการนอนดึกถึงส่งผลเสียต่อผิวขนาดนี้ และเมื่อรู้แล้วเราจะมีวิธีป้องกันยังไงดี    นอนดึก ส่งผลอย่างไรต่อผิวบ้าง      หลายคนอาจจะคิดว่า ถึงแม้ว่าจะนอนดึก แต่หากนอนให้ครบ 8 ชั่วโมง ก็ถือว่าเรานอนพักผ่อนอย่างเพียงพอแล้ว แต่ผลที่ตามมาคือร่างกายต้องปรับตัวในการนอนดึกทุกวัน ๆ ส่งผลให้ระบบภายในร่างกายยังคงทำงานหนักอยู่และแปรปรวน เป็นเหตุให้ร่างกายเราไม่ได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่และส่งผลเสียต่อผิวพรรณดังต่อไปนี้ หน้าโทรม ผิวหมองคล้ำ  โดยปกติขณะที่เรานอนอยู่และอยู่ในช่วงที่หลับลึก ร่างกายจะหลั่งโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) ออกมาเพื่อช่วยให้การซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย ช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิวให้แข็งแรง ชุ่มชื้น ผิวสุขภาพดี แต่ถ้าหากเรานอนดึกหรือนอนไม่ตรงเวลา ร่างกายก็จะไม่หลั่งฮอร์โมนนี้ออกมา ทำให้ผิวพรรณไม่เปล่งปลั่ง หน้าโทรม หมองคล้ำ ไม่สดใส  ผิวหน้าเหี่ยวย่น มีริ้วรอย หากเรานอนดึก นอกจากร่างกายจะหลั่งโกรทฮอร์โมนเพื่อซ่อมแซมร่างกายได้น้อยลงแล้ว ก็ยังสร้างคอลลาเจนที่สำคัญต่อโครงสร้างผิวได้น้อยลงอีกด้วย ทำให้ผิวของเราอ่อนแอไม่ทนทานกับมลภาวะภายนอกและเกิดริ้วรอย ไม่เต่งตึง แก่ก่อนวัย สิวบนใบหน้า การนอนดึกและพักผ่อนไม่เพียงพอจะส่งผลต่อร่างกายทั้งระบบ เช่น ระบบหมุนเวียนเลือดและน้ำเหลือง และฮอร์โมนต่าง ๆ ที่ผลิตออกมาผิดปกติ โดยร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งไปกระตุ่มต่อมไขมันให้ผลิตน้ำมันออกมามากโดยเฉพาะช่วงเวลาที่เครียด เป็นเหตุให้เกิดสิวและเกิดการอักเสบของสิวมากขึ้นอีกด้วย ใต้ตาหมองคล้ำ เมื่อเรานอนดึก เส้นเลือดผิวใต้ตาเราขยายขึ้นและร่างกายเสียสมดุลทำให้เกิดการกักเก็บน้ำอยู่บริเวณใต้ผิวตา ขาดความชุ่มชื้น และบริเวณกลุ่มหลอดเลือดสีน้ำเงินที่อยู่บริเวณใต้ตาสังเกตได้ง่ายมากขึ้นบนผิวหนัง    เรามานอนให้เพียงพอเพื่อผิวที่ดีกันดีกว่า!      สิ่งที่สำคัญที่สุดในการแก้ปัญหาก็คือ การนอนพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อให้ร่างกายได้รีเฟรชซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและระบบภายในร่างกายทำงานได้ปกติ โดยเราควรที่จะนอนพักผ่อน 6-8 ชั่วโมง และควรนอนหลับอย่างมีคุณภาพ ซึ่งหมายถึงต้องนอนหลับให้สนิท ไม่หลับ ๆ ตื่น ๆ เวลาที่เหมาะสมในการนอนคือ 4 ทุ่ม เนื่องจากการนอนหลับช่วง 4 ทุ่มจะทำให้ตับและถุงน้ำดีเริ่มทำงานเพื่อกระตุ้นการขับของเสียในร่างกายในช่วง 5 ทุ่มถึงตี 1 ทำให้ผิวพรรณสดใส      เพื่อที่จะนอนหลับได้อย่างมีประสิทธิภาพควรงดดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนซึ่งจะทำให้กระตุ้นการทำงานของหัวใจ ร่างกายตื่นตัว รวมถึงควรสร้างบรรยากาศที่ดีในการนอน ไม่ให้มีเสียงรบกวน นอกจากนี้ยังมีท่าการนอน เราไม่ควรนอนคว่ำหน้า ควรที่จะนอนหงายเพื่อไม่ให้หน้าถูกกดทับซึ่งเป็นสาเหตุของผิวเหี่ยวย่น เกิดริ้วรอย อีกทั้งการนอนตะแคงหรือคว่ำหน้าอาจจะทำให้เกิดสิวได้ เนื่องจากปลอกหมอนอาจจะมีสิ่งสกปรกอยู่  อย่างไรก็ตามหากเกิดปัญหาผิวพรรณแล้ว เราก็ควรแก้ไขให้ถูกต้องอย่างตรงจุด ไม่ให้ปัญหาหนักขึ้นไปอีก เช่น  ผิวหน้าเหี่ยวย่น มีริ้วรอยโดยเฉพาะบริเวณดวงตา อาจจะมีการทาครีมบำรุงรอบดวงตา โดยเลือกใช้ครีมที่มีส่วนผสมของกรดไฮยาลูโรนิกเพื่อช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นของผิวหนังไว้ได้นานมากขึ้น อย่าง Riviera…

แบ่งปันบทความดีๆผ่านทาง
Read More
by Unknown author
สิวผด เกิดจากอะไร ดูแลรักษาอย่างไร

สิวผด คืออะไร? ดูแลรักษาอย่างไรให้หน้าใส ในยุค COVID-19

      ในช่วงนี้ที่มีการระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 อย่างแพร่หลาย ทำให้ทุกคนหันมาใส่หน้ากากอนามัยหรือแมสก์กันเพื่อป้องกันการติดต่อของเชื้อไวรัส อย่างไรก็ตามการใส่แมสก์เป็นเวลานานตลอดทั้งวันจะส่งผลให้ผิวหน้าเกิดการระคายเคือง อับชื้น โดยเฉพาะสาว ๆ ที่ต้องแต่งหน้า เมื่อเครื่องสำอางผสมกับเหงื่อแล้ว ผิวหน้าบริเวณที่ใส่แมสก์ เช่น จมูก แก้ม หรือ คาง จะเกิดการอุดตันที่รูขุมขนและทำให้เกิดสิวต่าง ๆ ตามมา ทั้งสิวผด สิวอุดตัน ด้วยเหตุนี้เราจะมาลองทำความรู้จักกับ สิวผด กันว่าสิวชนิดนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วเราจะมีวิธีรักษาสิวผดวิธีไหนบ้างเพื่อผิวหน้าที่ใส เรียบเนียน ในยุค COVID-19 กัน! ลักษณะของสิวผด       สิวผด จะมีลักษณะเป็นตุ่มนูนเล็ก ๆ สีแดง ไม่มีหัว จำนวนมาก เมื่อสัมผัสแล้วจะรู้สึกสาก ๆ เป็นเม็ดทราย มีอาการคันและแสบบริเวณที่เกิดสิวผด ซึ่งที่จริงแล้วสิวผดพัฒนามาจากผื่น เนื่องจากเมื่อเกิดผื่นขึ้น ต่อมไขมันก็จะผลิตไขมันออกมามากจนผิดปกติ ทำให้เกิดการอุดตัน จนทำให้เป็นสิวผดนั่นเอง ส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นบริเวณใบหน้าที่ถูกแสงแดดเป็นประจำ เช่น หน้าผาก โหนกแก้ม ข้างจมูก คาง หรือแม้กระทั่งเกิดขึ้นบนแผ่นหลัง หรือหน้าอกของเราก็ได้  สิวผด เกิดจากอะไร?       สิวผด สามารถเกิดได้ทั่วทั้งร่างกายหากบริเวณนั้นมีการอับชื้น หมักหมม ทำให้ต่อมเหงื่อไม่สามารถระบายเหงื่อออกมาได้หมด จนรูขุมขนอุดตันและเกิดเป็นตุ่มเล็ก ๆ เหมือนเป็นผด โดยสาเหตุส่วนใหญ่ที่กระตุ้นให้เกิดสิวผดนั้นมาจากปัจจัยภายนอก เช่น  มลภาวะทางอากาศ เช่น ฝุ่น PM 2.5 เชื้อโรค หรือ แบคทีเรีย ที่กระจายตัวอยู่ในอากาศ เมื่อมาสัมผัสกับผิวแล้วก็อาจจะทำให้เกิดการอุดตันในรูขุมขน หรืออาจจะทำให้เกิดสิวอักเสบได้ อากาศร้อน จะส่งผลให้ต่อมเหงื่อระบายเหงื่อออกมามาก ทำให้เกิดการอับชื้น และเมื่อเหงื่อไปรวมกับสิ่งสกปรกก็จะเป็นสาเหตุให้เกิดสิวผดขึ้น บางคนอาจจะไม่มีสิวผดในช่วงเช้าหรือเย็น เนื่องจากอากาศไม่ร้อนมาก แต่เมื่อถึงช่วงกลางวันที่มีแดดแรง สิวผดก็จะเห่อขึ้นมาบนใบหน้าอีก พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ทั้งการใส่หน้ากากอนามัยเป็นระยะเวลานาน การล้างหน้าบ่อยเกินไปจนทำให้ผิวเสียสมดุล การไม่ล้างเครื่องสำอางก่อนเข้านอน การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือการใช้มือที่ไม่สะอาดสัมผัสบนผิวหน้า ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวผดขึ้นได้ สิวผด รักษาอย่างไรได้บ้าง?       โดยส่วนใหญ่แล้วการรักษาสิวผดควรทำควบคู่ไปกับการป้องกันไม่ให้สิวผดมีเพิ่มมากขึ้น โดยจะมีวิธีดังต่อไปนี้  ใช้ยาทากลุ่มสเตียรอยด์ จะเข้าไปช่วยระงับอาการเกิดผดผื่นและระคายเคืองได้เป็นอย่างดี แต่ทั้งนี้ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ เนื่องจากหากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจจะทำให้ผิวอ่อนแอลงและบอบบาง ทำให้ไวต่อการเกิดสิวต่าง ๆ ตามมา หลีกเลี่ยงการใช้ครีมหรือยาที่ก่อให้เกิดการแพ้ ยาหรือครีมที่มีส่วนผสมของสารสำคัญ เช่น Retinoic acid, Benzoyel peroxide AHA, BHA จะทำให้ผิวหน้าแห้งลอก บอบบางและเกิดการระคายเคืองได้ …

แบ่งปันบทความดีๆผ่านทาง
Read More
by Unknown author
Riviera Suisse skin care

วิธีบำรุงผิวหน้า เปลี่ยนผิวโทรมเป็นผิวใส

เวลาผิวเราโทรม เคยสังเกตไหมว่า ทำไมเวลาที่เราเครียด ๆ มักจะมีสิวขึ้นบนผิวหน้าเยอะกว่าปกติ? นั่นเป็นเพราะว่าสุขภาพของเรานั้นส่งผลกระทบต่อกันและกัน ทั้งสุขภาพจิต สุขภาพกาย และสุขภาพผิวสิว ริ้วรอย ฝ้า กระ ล้วนเป็นสาเหตุที่บ่งบอกว่าสุขภาพผิวเรากำลังแย่ลง สำหรับคนที่นอนดึกอาจจะมีรอยคล้ำใต้ตา สำหรับบางคนที่มีความเครียดมากเกินไป อาจจะเกิดอาการผิวแพ้ง่าย และเป็นผื่นได้ง่าย สาเหตุของปัญหาผิวเรานั้นมีหลายสาเหตุที่เป็นไปได้ แต่โดยหลักๆแล้วมีอยู่ 3 สาเหตุ สาเหตุที่ทำให้เราผิวโทรม ความเครียด: ความเครียดไม่ได้อยู่แค่ในความคิดหรือความรู้สึกเราเท่านั้น แต่มันส่งผลกระทบต่อร่างกายเราโดยตรง โดยสังเกตได้ว่าคนที่เครียดตลอดเวลาจะดูหน้าแก่กว่าคนในวัยเดียวกัน นั่นเป็นเพราะความเครียดส่งผลให้ร่างกายหลั่งสาร cortisol ออกมา ซึ่งทำให้ความดันในเลือดสูง และทำลายคอลลาเจนใต้ชั้นผิว เมื่อผิวขาดคอลลาเจน ผิวเราจะโทรมลงอย่างแน่นอน การนอนดึก หรือนอนน้อยเกินไป: อาจจะเป็นผลข้างเคียงจากความเครียดที่ทำให้เรานอนไม่หลับ หรือเป็นเพราะตารางชีวิตของเรายุ่งเกินไป ไม่ว่าเหตุผลใดก็ตาม การนอนไม่พอทำให้สุขภาพผิวแย่ลง โดยเฉพาะบริเวณใต้ตาที่เป็นผิวบอบบางกว่าผิวบริเวณอื่น ทำให้เกิดรอยคล้ำใต้ตา สาเหตุเป็นเพราะ โดยปกติแล้ว ของเหลวในร่างกายบริเวณใบหน้าจะถูกนำออกไประหว่างที่เราหลับอยู่ เมื่อเราหลับไม่สนิทหรือนอนไม่พอ ของเหลวเหล่านี้ก็จะเกิดการค้างอยู่บริเวณใดบริเวณหนึ่ง เช่น ถุงใต้ตาที่ดูบวมคล้ำขึ้นมา นอกจากการนอนน้อยแล้ว การนอนไม่หลับ หรือหลับไม่สนิทก็ส่งผลเหล่านี้ได้เช่นกัน การใช้สกินแคร์ผิดประเภท: คนเรานั้นมีผิวทั้งหมด 5 ประเภท ได้แก่ ผิวธรรมดา ผิวแห้ง ผิวมัน ผิวผสม ผิวบอบบาง(แพ้ง่าย) โดยการใช้สกินแคร์ที่ผิดประเภท จะทำให้ผิวเราขาดความสมดุลจนทำให้ผิวขาดน้ำได้ เช่น การใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับคนผิวมัน แต่เราเป็นคนผิวแห้งอยู่แล้ว ก็จะทำให้เกิดปัญหาได้ นอกจากนี้ ผิวผสมที่มีทั้งบริเวณที่ผิวมัน และบริเวณที่ผิวแห้ง ก็ต้องระวังไม่ให้ผลิตภัณฑ์ที่ขจัดไขมันแบบแรง (สำหรับผิวมัน) ไปโดนส่วนที่เป็นผิวแห้ง ซึ่งถ้าโดนแล้วจะแห้งเกินไป วิธีการดูแล และฟื้นฟูผิวให้กลับมากระจ่างใส ทำความสะอาดผิวหน้าอย่างถูกวิธี: โดยควรทำความสะอาดผิวหน้า 2 รอบในหนึ่งวัน ก็คือ การทำความสะอาดผิวหน้าช่วงเช้า และการทำความสะอาดผิวหน้าก่อนนอน  การทำความสะอาดผิวหน้าช่วงเช้า: โดยส่วนใหญ่แล้วในช่วงเช้า เราได้ล้างเครื่องสำอางและดูแลบำรุงผิวก่อนนอนแล้ว ทั้งยังเป็นช่วงเวลาเร่งด่วนสำหรับใครหลาย ๆ คนในการไปทำงานหรือไปเรียน เพราะฉะนั้น ควรใช้แค่ cleanser ที่เหมาะกับสภาพผิวของตัวเอง โดยแนะนำ cleanser ที่ไม่ทำให้หน้าแห้งจนเกินไป ให้รักษาความชุ่มชื้นในผิวหน้าเราตลอดวัน เช่น Riviera Suisse Foam ที่ทำความสะอาดผิวหน้าได้อย่างล้ำลึกแต่ไม่แห้งตึง การทำความสะอาดผิวหน้าก่อนนอน: เมื่อเรากลับมาถึงบ้านในตอนเย็น ก็จะถึงเวลาที่ต้องดูแลผิวหน้าตามขั้นตอนที่เหมาะสม โดยเริ่มจากการล้างเครื่องสำอางออก โดยใช้ eyes & lip remover กับบริเวณที่บอบบาง และใช้ cleansing (Riviera Suisse Foam) กับบริเวณอื่น สามารถใช้สำลีเช็ดแบบวน ๆ เบา ๆ จนกว่าสำลีจะขาว เมื่อล้างเครื่องสำอางออกหมดแล้ว ให้ใช้…

แบ่งปันบทความดีๆผ่านทาง
Read More
by Unknown author
สิวเสี้ยน เกิดขึ้นจากอะไร รักษา ป้องกันอย่างไร

สิวเสี้ยน จะหมดไป ด้วยเคล็ดลับเพื่อผิวหน้ากระจ่างใส เรียบเนียน

     สิวเสี้ยน เป็นหนึ่งในปัญหาสิวที่สามารถพบเจอได้บ่อย ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นบริเวณจมูก คางและใต้ริมฝีปาก โดยจะมีลักษณะคล้ายสิวอุดตันหัวดำและมีกระจุกขนเล็ก ๆ หลายเส้นรวมกันอยู่ในสิวพร้อมกับไขมันหรือเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วทำให้เกิดการอุดตัน วันนี้เราจะมาดูกันว่าต้นตอของการเกิดสิวเสี้ยนนั้นมาจากอะไร และมีวิธีการดูแลรักษาสิวเสี้ยนได้อย่างไรบ้าง!  สาเหตุของสิวเสี้ยน สิวเสี้ยน คืออะไร      สาเหตุหลักของสิวเสี้ยนคือการอุดตันในรูขุมขน แต่ยังไม่เกิดการอักเสบเหมือนกับสิวทั่วไป จึงทำให้ไม่มีลักษณะบวมแดงเหมือนสิวอักเสบ โดยมีหลายสาเหตุที่ทำให้รูขุมขนอุดตันและมีสิวเสี้ยน ดังนี้ ต่อมรูขนสร้างขนอ่อนขึ้นมามากกว่าปกติ เมื่อขนไม่สามารถผลัดร่วงได้ทันเวลา ก็จะทำให้มีกระจุกขนหลาย ๆ เส้นรวมกันทำให้รูขุมขนอุดตัน การทานอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูง ส่งผลให้มีการผลิตน้ำมันมากเกินไปบริเวณผิวหน้า เพิ่มความเสี่ยงของรูขุมขนอุดตัน การล้างหน้าไม่สะอาด ทำให้มีแบคทีเรียบนใบหน้า เช่น Propionibacterium acnes หรือเรียกสั้น ๆ ว่า P.acne ที่สร้างกรดไขมันอิสระ ถ้ามีกรดไขมันอิสระในปริมาณที่มากเกินไป ก็จะอุดตันรูขุมขนได้เช่นกัน มีฮอร์โมนเพศชาย (testosterone) มากเกินไปในร่างกาย โดย testosterone จะกระตุ้นให้ผิวหนังสร้าง sebum หรือไขมันมากขึ้น เป็นเหตุให้รูขุมขนอุดตันได้ มีฮอร์โมนเพศหญิง (estrogen) ในระดับที่น้อยหรือมากเกินไป ต่างจากระดับปกติ เพราะการมี estrogen ในระดับที่สมดุลจะช่วยให้มีสิวน้อยลง สิวเสี้ยน รักษายังไงดี? มาสก์ผิวด้วยไข่ขาว วิธีนี้เป็นวิธีที่เก่าแก่ สามารถช่วยให้สิวเสี้ยนลอกตัวออกมาได้บ้าง เริ่มด้วยการทาไข่ขาว บางๆ ที่จมูกหรือข้างแก้ม แล้วนำกระดาษซับหน้าเพียงชั้นเดียว หรือกระดาษชำระคลี่ให้บาง แปะทับลงไป ปล่อยให้แห้ง แล้วจึงดึงออก จะมีสิวเสี้ยนหลุดติดออกมาด้วย ใช้แผ่นลอกสิวเสี้ยน เริ่มจากการใช้แผ่นสิวเสี้ยนบนจมูกที่เปียก ที่สำคัญคือแผ่นแปะสิวเสี้ยนต้องแนบสนิทไปกับผิว ทิ้งไว้ 10-15 นาที รอจนแห้ง แล้วดึงแผ่นลอกสิวเสี้ยนในทางที่ย้อนรูขุมขน หลังจากนั้นให้ล้างคราบแผ่นลอกสิวเสี้ยนด้วยน้ำเย็นเพื่อช่วยปิดรูขุมขน โดยมีเทคนิคนิดนึงในการดึงแผ่นลอกสิวเสี้ยนย้อนรูขุมขน คือเริ่มจากที่ปลายด้านข้าง ดึงเข้าหาจมูกพร้อม ๆ กันแล้วดึงขึ้นไปด้านบนเพื่อย้อนรูขุมขน จะเป็นวิธีดึงที่ทำให้สิวเสี้ยนออกมาได้เยอะที่สุด Laser ส่วนใหญ่แล้ว การใช้เลเซอร์สามารถกำจัดจุดดำจากสิวเสี้ยนได้มากกว่าร้อยละ 50 และเมื่อทำหลาย ๆ ครั้งสามารถกำจัดสิวเสี้ยนได้เกือบหมด แต่เลเซอร์ไม่ช่วยทำให้รูขุมขนเล็กลง และรูขุมขนที่กว้างอาจทำให้เกิดสิวเสี้ยนได้อีก วิธีนี้ใช้ได้ผลดีในกรณีของสิวเสี้ยนหัวดำ แต่เป็นวิธีที่มีค่าบริการค่อนข้างแพง ทายารักษาสิวเสี้ยน ยารักษาสิวเสี้ยนที่มีกรดวิตามินเอ (retinoic acid) มีคุณสมบัติช่วยลดการอุดตันในต่อมไขมัน ช่วยป้องกันการเกิดสิวเสี้ยนใหม่ แต่กรดวิตามินเอทำให้ผิวหนัง sensitive มากกว่าปกติ อาจจะทำให้ผิวแห้ง แสบและลอก หน้าแดงได้ จึงควรทาเฉพาะบริเวณจมูก หน้าผาก หรือคางที่มีสิวเสี้ยน แค่วันละ 1 ครั้งก่อนนอน หลีกเลี่ยงการทาบริเวณรอบดวงตา รอบจมูก หรือรอบปากซึ่งผิวหนังบริเวณดังกล่าวนี้บางกว่าบริเวณอื่น โดยมากจะเห็นผลว่าสิวเสี้ยนลดลงหลังจากใช้ยานี้เป็นเวลา 3-4 เดือน บางคนอาจจะมีสิวมากขึ้นหลังจาก 3-4 สัปดาห์แต่หลังจากนั้นสิวจะค่อย ๆ…

แบ่งปันบทความดีๆผ่านทาง
Read More
by Unknown author
ฝ้า กระแตกต่างกันอย่างไร

ฝ้า กระ แตกต่างกันอย่างไร ? รักษาได้หรือไม่ ?

     ฝ้า กระ เป็นหนึ่งในปัญหาผิวอันดับต้น ๆ ของหลาย ๆ คนที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นบนใบหน้าของเรา เนื่องจากเป็นปัญหาผิวที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน ทำให้ผิวหน้าไม่สม่ำเสมอ เกิดความไม่มั่นใจในผิวของตัวเองได้ ฝ้าและกระสามารถพบได้ในผิวทุกประเภท โดยปกติแล้ว มีสาเหตุมาจากทั้งฮอร์โมนภายในร่างกายหรือสภาพแวดล้อมภายนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “แสงแดด” ฝ้า กระ คืออะไร แตกต่างกันอย่างไร ?      ฝ้า (Melasma) จะมีลักษณะเป็นรอยปื้น ใหญ่ มีสีน้ำตาลเข้มกว่าสีผิวปกติของเราไปจนถึงสีเทา เกิดจากเซลล์เมลาโนไซต์ที่อยู่ในผิวหนังกำพร้าชั้นล่างสุด ผลิตเมลานินหรือที่เรียกว่าเม็ดสีของผิวหนังออกมามากเกินไป โดยบริเวณโหนกแก้มและสันจมูกจะเป็นบริเวณที่มีฝ้าเกิดขึ้นได้บ่อย เนื่องจากเป็นบริเวณที่กระทบแสงแดดบ่อยที่สุด ฝ้าสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ “ฝ้าตื้น” และ “ฝ้าลึก” ความต่างของฝ้าสองประเภทนี้จะสังเกตได้จากระดับความลึกและความเข้มของเม็ดสี ถ้าเป็นฝ้าตื้น เม็ดสีที่ผลิตออกมามากเกินไปจะมีความเข้มของสีที่อ่อนกว่าฝ้าลึก โดยอยู่บริเวณชั้นหนังกำพร้าเท่านั้น ส่วนฝ้าลึก เม็ดสีจะเกิดขึ้นบริเวณที่ชั้นหนังแท้       กระ (Freckle) จะมีลักษณะเป็นจุดเล็ก ๆ สีน้ำตาล บนใบหน้า ลำคอหรือส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่โดนแสงแดดบ่อย ๆ พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีผิวขาว เนื่องจากเม็ดสีเมลานินทำงานผิดปกติ  กระสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท ได้แก่ กระตื้น : จะเป็นจุดสีน้ำตาลเล็กขนาดไม่เกิน 0.5 เซนติเมตร ส่วนใหญ่จะขึ้นบริเวณจุดที่แสงแดดตกกระทบง่าย เช่น โหนกแก้ม หรือจมูก กระลึก : มีลักษณะที่คล้ายกันกับกระตื้นแต่จะมีสีน้ำตาลที่เข้มกว่าหรือค่อนข้างไปทางสีเทา เป็นได้ทั้งแบบจุดหรือแผ่น แต่ขอบจะไม่ชัดเจน กระแดด : มีลักษณะเป็นจุดหรือปื้นสีน้ำตาล ขอบชัดเจน ขนาดไม่เกิน 1 เซนติเมตร จะเกิดกับผู้ที่อยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน หรือผู้ที่เริ่มมีอายุ กระเนื้อ : เป็นก้อนนูนสีเข้ม ผิวอาจจะเรียบหรือขรุขระก้ได้ ขนาดไม่ใหญ่มาก เกิดได้ทั้งใบหน้า ลำคอ และลำตัว สาเหตุมาจากการที่ผิวหนังกำพร้าเจริญเติบโตผิดปกติ สาเหตุที่ก่อให้เกิดฝ้า กระ แสงแดด เป็นหนึ่งในสาเหตุหลัก ๆ สำหรับทุกคนที่ทำให้เกิดฝ้า กระ เนื่องจากการที่ผิวของเราได้รับแสงแดดเป็นเวลานาน ทำให้ไปกระตุ้นเซลล์เมลาโนไซต์ให้ผลิตเม็ดสีเมลานินมากขึ้น ซึ่งเม็ดสีเมลานินนั้นมีส่วนช่วยในการปกป้องผิวจากรังสี UV ดังนั้นการอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานานจะส่งผลให้มีการผลิตเม็ดสีมากขึ้น ทำให้เกิดฝ้า กระขึ้นได้ ฮอร์โมนในร่างกาย โดยปกติแล้วฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนจะกระตุ้นให้ร่างกายผลิตเม็ดสีเมลานินมากขึ้น ดังนั้นการตั้งครรภ์หรือการใช้ฮอร์โมนรูปแบบต่าง ๆ เช่น การรับประทานยาคุมกำเนิด การรักษาด้วยฮอร์โมน จะทำให้ฮอร์โมนในร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงและกระตุ้นให้เกิดฝ้าได้เช่นกัน พักผ่อนไม่เพียงพอ นอกจากจะทำให้ผิวหน้าเกิดริ้วรอย มีสิวง่ายขึ้น และหมองคล้ำแล้ว เมื่อร่างกายไม่ได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอจะทำให้ระบบภายในร่างกายไม่สมดุล ฮอร์โมนในร่างกายก็จะไม่สามารถทำงานได้เป็นปกติ…

แบ่งปันบทความดีๆผ่านทาง
Read More
by Unknown author
ผิวขาดน้ำ ผิวลอก แตก

ผิวขาดน้ำ คืออะไร ? เข้าใจต้นตอ รักษาได้

     ผิวขาดน้ำ เป็นปัญหาที่อาจจะเคยได้ยิน คุ้นหูกันมาบ้าง เมื่อผิวของตนเองนั้นเริ่มแตก ลอกเป็นขุยหรือหยาบกร้าน หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าผิวของตัวเองนั้นเป็นผิวแห้ง ซึ่งในความเป็นจริงแล้วอาจจะไม่ใช่แบบนั้นเสมอไป เพราะผิวที่หยาบกร้าน แตก ก็อาจจะเกิดจากการที่ผิวขาดน้ำได้ วันนี้เราจะมาดูกันว่าผิวขาดน้ำกับผิวแห้งนั้นแตกต่างกันอย่างไร มีวิธีสังเกตและดูแลเมื่อผิวขาดน้ำได้อย่างไรบ้าง ไปดูกันเลย! ผิวขาดน้ำ vs ผิวแห้ง      ผิวแห้ง เป็นชนิดของผิวแบบหนึ่งจากผิว 5 ชนิด เป็นชนิดของผิวที่ต่อมไขมันใต้ผิวหนังผลิตน้ำมันน้อยกว่าปกติหรือต่อมไขมันมีขนาดเล็ก จึงไม่ค่อยสามารถกักเก็บความชุ่มชื้นได้ ผิวอาจจะแห้งตึงและลอกเป็นขุยบ้าง โดยทั่วไปแล้วคนที่มีผิวแห้ง จะมีผิวชนิดนี้มาตั้งแต่เกิด และผิวแห้งเหมือนกันทั้งหน้า จะมีรูขุมขนเล็กและไม่ค่อยมีปัญหาสิว      ผิวขาดน้ำ เป็นอาการของผิวที่มีน้ำหล่อเลี้ยงใต้ผิวหนังชั้นบนสุดไม่เพียงพอ ส่วนต่อมไขมันยังสามารถผลิตน้ำมันออกมาอยู่ในระดับที่ปกติหรือมากกว่าปกติ ทำให้อาจจะมีน้ำมันเคลือบผิวมาก แต่ผิวดูแห้ง หยาบกร้าน ผิวขาดน้ำสามารถเกิดได้กับสภาพผิวทุกประเภท ทั้งผิวแห้ง ผิวมัน ผิวธรรมดา โดยถ้าเกิดขึ้นกับผิวมันจะเรียกว่า “ผิวมันขาดน้ำ”  สังเกตได้อย่างไรว่า ผิวขาดน้ำ ?      เราสามารถทดสอบได้ง่าย ๆ ด้วยการใช้หลังมือลูบที่ใบหน้าเบา ๆ ถ้ารู้สึกว่าผิวมีความหยาบกร้าน ขาดความชุ่มชื้น แสดงว่าผิวของเราขาดน้ำแล้วล่ะ นอกจากนี้ยังสามารถสังเกตว่าผิวขาดน้ำหรือไม่จากลักษณะของผิวหน้าได้ดังต่อไปนี้ มีปัญหาสิวอุดตันง่าย (โดยปกติแล้ว หากเป็นผิวแห้งจะเกิดสิวยาก) รุขุมขนกว้าง (บ่งบอกชัดเจนว่า ไม่ได้เป็นคนที่มีชนิดผิวแห้งมาแต่แรก) ผิวสาก ไม่เรียบเนียน รู้สึกได้เวลาลูบ ผิวแห้งและมันในเวลาเดียวกัน เป็นผื่นแดง ระคายเคืองและแพ้ง่าย ผิวลอก หรือผิวแตก เวลาล้างหน้าใหม่ๆ ผิวจะแห้ง แต่ก็กลับมามันอย่างรวดเร็ว ริ้วรอยดูลึกและชัดเจนขึ้นกว่าเมื่อก่อน สาเหตุที่ทำให้ผิวขาดน้ำ อายุที่มากขึ้น ต่อมไขมันของผู้สูงอายุส่วนใหญ่จะมีประสิทธิภาพในการผลิตไขมันได้น้อยลง ทำให้สูญเสียน้ำจากชั้นใต้ผิวหนังได้ง่าย การใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่รุนแรง ส่งผลให้ผิวหนังชั้นหนังกำพร้าถูกทำลายจากสารเคมี และชะล้างน้ำมันที่เคลือบอยู่บนผิวมากเกินไป ทำให้ผิวหนังสูญเสียน้ำได้ง่ายและมากขึ้น การขัดผิว ลอกหน้า หรือใช้ผลิตภัณฑ์ช่วยผลัดผิวที่มีความเข้มข้นสูง จะทำให้ชั้นหนังกำพร้ามีการผลัดและหมุนเวียนเร็วกว่าปกติ จนไม่สามารถสร้างชั้นไขมันได้ทัน เป็นเหตุให้ไม่สามารถกักเก็บน้ำชั้นใต้ผิวหนังได้ สภาพแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นอากาศแห้ง แสงแดด หรือควันรถ โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว เมื่อความชื้นในบรรยากาศต่ำ จะทำให้ผิวหนังสูญเสียน้ำมากขึ้นและอักเสบจากความแห้ง การใช้ชีวิตประจำวัน หากดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ หรือน้ำอัดลม รวมไปถึงการพักผ่อนไม่เพียงพอและความเครียดก็เป็นต้นเหตุของการทำให้เกิดผิวขาดน้ำได้  ผิวขาดน้ำดูแลอย่างไรดี ?      การที่ผิวขาดน้ำอยู่ ณ ตอนนี้ ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องอยู่กับผิวขาดน้ำไปตลอดไป เราสามารถบำรุงและฟื้นฟูผิวได้ด้วยการเปลี่ยน  ไลฟ์สไตล์ โดยวิธีหลักของการแก้ผิวขาดน้ำเลยก็คือ เน้นการเพิ่มความชุ่มชื้นของผิวแทนการเพิ่มน้ำมันบนผิว เลือกผลิตภัณท์ล้างหน้าที่อ่อนโยน ล้างแล้วหน้าไม่ฝืด หรือ “ล้างแล้วหน้าไม่เอี๊ยด” เช่น Riviera…

แบ่งปันบทความดีๆผ่านทาง
Read More
by Unknown author
รูขุมขนกว้าง เกิดจากอะไร? ดูแลยังไงดี

รูขุมขนกว้าง เกิดจากอะไร ? ทำอย่างไรให้รูขุมขนกระชับขึ้น ?

      รูขุมขนกว้าง เป็นปัญหากวนใจประเภทหนึ่งบนผิวหน้าของใครหลาย ๆ คน เกิดจากต่อมผลิตไขมันชั้นใต้ผิวหนังขยายตัวใหญ่ขึ้น ทำให้รูขุมขนบนใบหน้ามีขนาดที่ใหญ่กว่าปกติ แต่ผิวหนังบริเวณรอบ ๆ รูขุมขนจะไม่มีอาการอักเสบใด ๆ โดยรูขุมขนที่กว้างสามารถส่งผลต่อการเกิดสิว เนื่องจากการขยายขนาดของต่อมไขมันทำให้มีการผลิตไขมันมากขึ้น และมีโอกาสทำให้เกิดสิวตามมา  วันนี้เราจะพาทุกคนมาทำความเข้าใจให้มากขึ้นว่ารูขุมขนกว้างเกิดจากอะไร และมีวิธีการดูแล รักษาอย่างไรบ้าง ไปดูกันเลย! รูขุมขนกว้าง สาเหตุมาจากอะไร?       หลายคนอาจจะคิดว่า สาเหตุของรูขุมขนกว้างนั้น อาจเป็นเพราะการล้างหน้าไม่สะอาด ทำให้รูขุมขนอุดตันและติดเชื้อ เป็นสิว และสิวก็ทำให้รูขุมขนกว้างขึ้น เพราะว่าผู้ที่มีรูขุมขนกว้างมักจะกำลังมีสิวอักเสบอยู่ หรือเคยมีประวัติว่าเป็นสิวรุนแรง ทำให้มีรอยแผลเป็นบริเวณผิวหน้า แต่จริง ๆ แล้ว การมีรูขุมขนกว้างนั้นยังไม่มีสาเหตุหลักที่แน่ชัด โดยสันนิษฐานว่าปัจจัยหลักประกอบไปด้วย พันธุกรรม เชื้อชาติ ประเภทผิว การสัมผัสกับแสงแดด และอายุ ตัวอย่างเช่น มีงานวิจัยค้นพบว่า โดยส่วนใหญ่แล้ว ผู้หญิงชาวบราซิลจะมีรูขุมขนที่กว้างมากกว่าผู้หญิงชาวจีน   รูขุมขนกว้าง สามารถรักษาได้หรือไม่ ?       ในปัจจุบันทางการแพทย์ยังไม่มีวิธีการรักษา รูขุมขนกว้าง ให้หายขาดได้ เท่าที่สามารถทำได้ คือ การดูแลให้รูขุมขนที่กว้างมีขนาดเล็กลง โดยมีอยู่ด้วยกัน 5 วิธี ได้แก่ การรักษาบริเวณผิวหน้าอย่างการจี้เนื้อเยื่อด้วยไฟฟ้า (Electrodesiccation) การทำให้เนื้อเยื่อติดกัน (Coagulation) การจี้เนื้อเยื่อด้วยสารเคมีหรือความร้อน (Cauterization) การกรอผิวให้ถึงชั้นหนังแท้ (Dermabrasion) การทำเลเซอร์ผิวหนังด้วยคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Dioxide Laser Surgery)       อย่างไรก็ตามวิธีการรักษาให้รูขุมขนมีขนาดเล็กลงดังที่กล่าวมาข้างต้น อาจจะไม่ได้มีประสิทธิภาพมากขนาดนั้น เนื่องจากรูขุมขนกว้างมักเกิดในชั้นผิวส่วนที่ลึกลงไป วิธีการดูแลผิวหน้าที่มี รูขุมขนกว้าง การแต่งหน้า บางคนเลือกใช้เครื่องสำอางเพื่อปกปิดรูขุมขนกว้างและร่องรอยต่าง ๆ บนใบหน้าเพื่อให้ผิวเรียบเนียน ดังนั้นเราควรเลือกใช้เครื่องสำอางที่ได้คุณภาพ มาตรฐาน และมีฉลากระบุว่า non-comedogenic หรือไม่ทำให้เกิดสิวอุดตัน นอกเหนือจากนี้ไม่ควรนอนหลับไปพร้อมกับขณะที่ยังแต่งหน้าอยู่ เนื่องจากจะทำให้รูขุมขนเกิดการอุดตันของน้ำมันและสิ่งสกปรกได้ การทำความสะอาดผิวหน้า เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการดูแลรูขุมขนให้สะอาด ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ถนอมผิวหน้าอย่างอ่อนโยนประมาณวันละ 1-2 ครั้ง ไม่ควรล้างหน้าบ่อย ๆ และหลีกเลี่ยงการขัดผิวหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวหน้าแห้งเสีย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคลด้วย คนที่มีผิวหน้ามันมีแนวโน้มที่จะเกิดสิวจากการอุดตันของไขมันและสิ่งสกปรกได้ง่ายกว่า ดังนั้นจึงควรมีวินัยในการดูแลผิวที่มากขึ้น ทางรีเวียร่า สวิซ ก็มี Facial Foam ที่ได้รับรางวัล The Best Cleansing Mousse จาก CLEO BEAUTY HALL OF FAME…

แบ่งปันบทความดีๆผ่านทาง
Read More
by Unknown author
5 skin types

5 ชนิดของผิวหน้า ผิวของคุณจัดอยู่ในประเภทไหน มาดูกัน!

      หลาย ๆ คนอาจจะสงสัยว่าผิวของเรานั้นเป็นประเภทไหน มีวิธีการสังเกตอย่างไร และผิวนั้นมีกี่ประเภทกันแน่! วันนี้เราจะมาคลายข้อสงสัยให้กับทุกคนกัน เพราะการที่เรารู้จักสภาพผิวของตนเองนั้นจะสามารถทำให้เราดูแลผิวของเราได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมนั่นเอง ผิวหน้าแบ่งออกได้เป็น 5 ประเภท       โดยทั่วไปผิวหน้าของคนเราแบ่งออกได้เป็น 5 ประเภท คือ ผิวธรรมดา ผิวมัน ผิวแห้ง ผิวบอบบางแพ้ ง่าย และผิวผสม ประเภทของผิวนั้นเกิดขึ้นจากพันธุกรรม รวมถึงปัจจัยภายนอกอื่น ๆ เช่น สภาพแวดล้อม ลักษณะการรับประทานอาหาร หรือพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันของเรา       ผิวหน้าธรรมดาถือว่าเป็นผิวหน้าที่มีความสมดุลมากที่สุด ผิวบริเวณ T-zone (หน้าผาก จมูก และคาง) มีความมันเล็กน้อยและไม่แห้งจนเกินไป ทำให้ผิวมีความชุ่มชื้น อ่อนนุ่ม หรือที่เรียกว่าผิวสุขภาพดีนั่นเอง ลักษณะของผิวธรรมดา ผิวเรียบเนียน อ่อนนุ่ม ไม่มีสิว ไร้ริ้วรอย มีรูขุมขนขนาดเล็ก ผิวไม่มันและไม่แห้งจนเกินไป มีการไหลเวียนโลหิตที่ดี ทำให้ผิวมีความสดชื่น สีอมชมพู ไม่หมองคล้ำ การดูแลผิวธรรมดา       ควรใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เพิ่มความชุ่มชื้นเป็นประจำเพื่อรักษาสภาพของผิวให้คงอยู่ได้นานขึ้น ทำความสะอาดผิวด้วยโฟมล้างหน้าที่อ่อนโยน มีค่า pH 5.5 และทาครีมกันแดดทุกครั้งก่อนออกกลางแจ้ง 2. ผิวมัน (Oily Skin)       ผิวหน้ามันเป็นผิวที่ มีการผลิตน้ำมันในปริมาณที่มากเกินไป สามารถมองเห็นรูขุมขนได้อย่างชัดเจน เพราะว่ารูขุมขนใหญ่ และมีแนวโน้มที่จะเป็นสิว เวลาใช้กระดาษซับมัน จะเห็นน้ำมันบนกระดาษได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะจากบริเวณ จมูก หน้าผาก และ โหนกแก้ม  ลักษณะของผิวมัน หน้ามันเยิ้มได้ง่าย ผิวเงา มันวาว รูขุมขนกว้าง น้ำมันหล่อเลี้ยงผิวมากเกินไป บางครั้ง มีสิวหัวดำ หรือ สิวเสี้ยน ผิวค่อนข้างหนา และไม่สามารถมองเห็นเส้นเลือดได้อย่างชัดเจน การดูแลผิวมัน       ผู้ที่มีผิวมันจึงควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นประเภทเนื้อบางเบา ซึมซาบง่าย เช่น โลชั่น หรือ เซรั่ม เป็นต้น เพราะโดยปกติแล้ว ผิวมันที่สามารถผลิตสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ (Sebum) ได้ดีอยู่แล้ว ส่วนการทำความสะอาดผิวมัน ควรล้างหน้าอย่างน้อยวันละ 2- 3 ครั้ง เพื่อช่วยขจัดความมันส่วนเกิน และป้องกันการสะสมของเชื้อแบคทีเรีย อันเป็นสาเหตุแห่งการเกิดสิว  3. ผิวแห้ง (Dry…

แบ่งปันบทความดีๆผ่านทาง
Read More
by Unknown author

ตีนกา ริ้วรอยบนหน้า ทำอย่างไรให้ดูอ่อนวัย ผิวอ่อนเยาว์

เมื่อผิวเราไม่ได้นุ่มเนียนตลอดไป       เมื่อคนเราอายุเริ่มเข้าเลข 4 สิ่งที่เราเจออาจจะไม่ใช่แค่สิวอีกต่อไป ทั้งรอยเหี่ยวย่น ริ้วรอย และ ตีนกา อาจจะเริ่มเข้ามาเป็นปัญหากวนใจให้กับใครหลาย ๆ คน ทำให้รู้สึกไม่มีความมั่นใจเวลาพบปะผู้คน โดยตีนกานั้นส่วนใหญ่เกิดมาจากการที่เราแสดงออกทางสีหน้า เช่น หัวเราะ ร้องไห้ ยิ้ม และเครียด นอกเหนือจากนั้นเมื่อเราอายุมากขึ้น คอลลาเจนชั้นใต้ผิวหนังสามารถผลิตได้น้อยลง ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดตีนกาได้เช่นกัน สาเหตุทำให้เกิดตีนกาบนใบหน้า อายุที่มากขึ้น เมื่อเรามีอายุที่มากขึ้นส่งผลให้เซลล์แบ่งตัวได้น้อยลง จำนวนเซลล์ในชั้นหนังแท้จะเริ่มบางลง เส้นใยในผิวหนังหรือที่เรียกว่าอีลาสติน (Elastin) และคอลลาเจน (Collagen) ที่ช่วยสร้างความแข็งแรงและความเต่งตึงของผิวหนังลดลง เป็นเหตุให้ผิวหนังเกิดริ้วรอย หย่อนคล้อย และกลายเป็น ตีนกา ในที่สุด  การแสดงสีหน้าตามปกติ เช่น การยิ้ม หัวเราะ ขมวดคิ้ว ร้องไห้ จะส่งผลให้กล้ามเนื้อเล็ก ๆ บริเวณหางตาเกิดการหดตัว ซึ่งสามารถกระตุ้นการเกิดรอยตีนกาได้ พักผ่อนไม่เพียงพอ นอกจากจะส่งผลเสียต่อสุขภาพแล้ว ก็ยังเป็นตัวเร่งทำให้เกิดรอย ตีนกา เร็วขึ้นอีกด้วย โดยปกติแล้ว คนเราควรนอนหลับ 7-8 ชั่วโมงต่อคืน พฤติกรรมในการนอนหลับที่ดี จะช่วยทำให้ตีนกาไม่เด่นชัด ทำให้ใบหน้าสดใสเปล่งปลั่ง สูบบุหรี่ ยาเสพติด แน่นอนว่า เป็นสิ่งที่ไม่ดีต่อร่างกายและจิตใจ พฤติกรรมนี้อาจจะช่วยให้เราคลายเครียดในระยะสั้น แต่ในระยะยาว อาจจะทำให้เราเครียดมากกว่าเดิม เพราะปัญหาทางสุขภาพและ ริ้วรอย ตีนกา ที่จะทำให้เราดูโทรมลง วิธีการรักษาตีนกา สูตรสำเร็จรูป สำหรับคนที่ไม่มีเวลา ทาครีมบำรุงรอบดวงตาเป็นประจำ เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวรอบดวงตาโดยเฉพาะ เช่น ครีมที่มีส่วนผสมของกรดไฮยาลูโรนิกเพื่อช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นของผิวหนังไว้ได้นานมากขึ้น ตัวอย่างเช่น Eye Gel Night ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของ Riviera Suisse เป็นเจลบำรุงและกระชับผิวรอบดวงตา ประกอบด้วยไตรเปปไทด์สุดล้ำ ที่ช่วยเพิ่มการผลิตไฮยาลูโรแนน ลดริ้วรอยและเสริมสร้างเส้นใยคอลลาเจน รวมถึงกรดไฮยาลูโรนิกช่วยให้ผิวชุ่มชื้นและผิวที่ตึงขึ้นตลอดทั้งคืน นอกจากนี้แล้ว ครีมที่มีส่วนผสมของเรตินอยด์ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้มีการผลัดเซลล์ผิวใหม่ แต่ครีมชนิดนี้ใช้ได้ผลดีสำหรับริ้วรอย ตีนกาที่เป็นร่องตื้น  ฉีดฟิลเลอร์ (Filler) เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยลดรอยตีนกาได้อย่างเห็นผลชัดและเป็นที่นิยมในปัจจุบัน โดยทางแพทย์จะฉีดฟิลเลอร์ซึ่งได้มาจากสารสกัดธรรมชาติเข้าสู่บริเวณช่องว่างที่อยู่ใต้ชั้นผิวหนังแทนที่คอลลาเจนและอีลาสตินที่สูญเสียไป ส่งผลให้ผิวหนังกลับมาเต่งตึงเรียบเนียนเหมือนเดิม ฉีดโบทอกซ์ (Botox) เป็นวิธีการลดริ้วรอย เหี่ยวย่น หรือ ตีนกา ที่เกิดจากการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ การฉีดโบทอกซ์จะช่วยทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายและช่วยป้องกันไม่ให้กล้ามเนื้อหดตัว โดยทั่วไปจะมีประสิทธิภาพนานถึง 3 เดือนเลยทีเดียว แต่สำหรับคนที่ยังไม่อยากลองถึงขั้นไปโบทอกซ์ ทาง Riveria Suisse ก็มีผลิตภัณฑ์มาแนะนำ ชื่อว่า Face Perfector ซึ่งมีฤทธิ์เหมือนโบท็อกซ์ โดยเริ่มเห็นผลใน 15 นาที สามารถทำให้ผิวเต่งตึง กระชับอุ้มน้ำ ยกกระชับผิวหน้า…

แบ่งปันบทความดีๆผ่านทาง
Read More
by Unknown author

รู้ลึก รู้จริง! ผิวแห้ง หน้าแห้งลอกเป็นขุย ผิวไม่ชุ่มชื้น ดูแลรักษาได้

      จริงๆแล้ว ผิวหนัง ถือเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดของร่างกายเรา ประกอบไปด้วย 3 ชั้นผิว โดยผิวหนังของเรามีหน้าที่หลักในการปกป้องร่างกายจากมลภาวะและสิ่งสกปรก รวมถึงช่วยเราในด้านการสัมผัสรับรู้ต่างๆ หากเราปล่อยให้ผิวเรา แห้งคัน เป็นขุย ประสิทธิภาพในการปกป้องดูแลร่างกายจะลดลง ไม่ว่าจะเป็นผิวหน้าหรือผิวกาย เราควรจะดูแล ไม่ปล่อยให้แห้งกร้าน เพื่อรูปลักษณ์และสุขภาพที่ดี เราควรรู้ถึงสาเหตุของผิวแห้ง วิธีการดูแลและบำรุงผิว และเมื่อเกิดปัญหาผิวแห้งควรเลือกใช้ครีมอะไรดี วันนี้เรามีคำตอบมาให้ ก่อนที่จะเกิดผิวแห้ง…       ผิวหนังเป็นส่วนของร่างกายที่สัมผัสกับสิ่งแวดล้อม และเป็นด่านป้องกันด่านแรกจากปัจจัยภายนอก เช่น เชื้อก่อโรค และการสูญเสียน้ำมากเกินไป โดยปกติผิวของเราจะมีสารที่ให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติอยู่แล้ว ซึ่งจะมาจากน้ำมัน ยูเรียและภาวะความเป็นกรดอ่อนของผิวหนังชั้นแรก ทำให้กักเก็บน้ำในชั้นผิวได้  นอกจากนี้ผิวหนังของเรายังสามารถช่วยควบคุมอุณหภูมิภายในร่างกาย จากการขับเหงื่อออกมาเพื่อให้ร่างกายเย็นขึ้นหากเจอสภาพอากาศที่ร้อนมาก ๆ ความหนาของผิวหนังแตกต่างกันไปตามแต่ละส่วนของร่างกาย เช่น ผิวหนังใต้ตาและรอบหนังตาเป็นผิวหนังที่บางที่สุดในร่างกาย โดยหนา 0.5 มิลลิเมตร และเป็นบริเวณแรก ๆ ที่แสดงสัญญาณการเปลี่ยนตามวัย เช่น “รอยตีนกา” และรอยเหี่ยวย่น ส่วนผิวหนังบนฝ่ามือและฝ่าเท้ามีความหนา 4 มิลลิเมตรซึ่งเป็นผิวหนังที่หนาที่สุดในร่างกาย  สาเหตุของปัญหาผิวแห้ง       ผิวหนังที่ดูสดใสผุดผ่องเพราะมีส่วนประกอบของน้ำ น้ำมัน และสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ โดยน้ำเป็นส่วนประกอบที่มีมากและสำคัญที่สุดของเซลส์ผิวหนัง สำหรับน้ำมันจากต่อมไขมันทำหน้าที่ฉาบเคลือบเพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำจากเซลล์ผิวหนัง ส่วนสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติจะช่วยกักเก็บน้ำไว้ให้อยู่กับผิวหนัง ผิวแห้ง คือ ภาวะที่ระดับน้ำในชั้นใต้ผิวลดลงกว่าระดับปกติ ส่งผลให้ผิวแห้งกร้าน แตกเป็นขุย คัน และเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย ต้นเหตุของอาการผิวแห้งมีทั้งปัจจัยภายในและภายนอก ซึ่งรายละเอียดคร่าว ๆ จะมีดังนี้ สภาพอากาศที่แห้งและเย็น การดื่มน้ำน้อย นอกจากทำให้ผิวแห้งแล้ว ยังทำให้ปากแห้ง คอแห้ง และไม่ดีต่อสุขภาพ ขาดวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ เช่น Vitamin C+, Zinc, Silica, Omega 3 แสงแดดที่แรง ทำให้ผิวของเราแห้งและอาจทำให้เกิดริ้วรอยก่อนวัยได้ ใช้ผลิตภัณฑ์ไม่เหมาะสมกับสภาพผิวหรือขาดการดูแลผิวที่ดี อายุที่มากขึ้น ทำให้ต่อมไขมันทำงานได้น้อยลง ผิวไม่สามารถเก็บความชุ่มชื้นไว้ได้ โรคบางชนิด เช่น โรคสะเก็ดเงิน โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง เป็นต้น การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาทาสิว ยาขับปัสสาวะ หรือ การรักษาโรคบางประเภท เช่น การฟอกไต   การฉายรังสี การอาบหรือแช่น้ำร้อนเป็นเวลานาน ๆ วิธีการดูแลและแก้ปัญหาผิวแห้ง ไม่อาบน้ำที่ร้อนจนเกินไป แท้จริงแล้ว การอาบน้ำเย็นทำให้ผิวดูผ่องใส สิวน้อยลง และผิวชุ่มชื้น น้ำเย็นทำให้รูขุมขน และหนังกำพร้ากระชับขึ้น ช่วยป้องกันไม่ให้ร่างกายสูญเสียน้ำมันธรรมชาติไป ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการป้องกันไม่ให้ผิวแห้ง ดื่มน้ำให้มากพอ การดื่มน้ำอุ่นช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวหนัง และเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตในร่างกาย เลือกใช้สบู่ที่อ่อนโยนต่อผิว…

แบ่งปันบทความดีๆผ่านทาง
Read More
by Unknown author
สิวอักเสบ

สิวอักเสบ สิวอุดตัน เกิดขึ้นได้ยังไง? รักษาสิวยังไงให้ถูกต้อง?

      สิวหัวปิด สิวหัวเปิด สิวหัวดำ หรือสิวหัวขาว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิวอักเสบ และ สิวอุดตัน เป็นปัญหากวนใจของใครหลาย ๆ คน และไม่มีใครอยากให้ผิวที่อ่อนนุ่มของตนเองมาโดนสิวทำให้ด่างพร้อย ในบทความนี้ เราจะมาดูกันว่าสิว และ สิวอักเสบ เกิดขึ้นจากอะไร อะไรคือวิธีรักษา และสามารถป้องกันสิวยังไงได้บ้าง ที่มาของสิวอักเสบ       การอุดตันในรูขุมขน และการอุดตันในต่อมไขมันใต้ผิวหนัง ล้วนทำให้เกิดสิวอักเสบ สิ่งต่าง ๆ ที่สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดสิวได้ ได้แก่ กรดไขมันอิสระและไขมันผิวหนัง (Sebum) ที่ซึมเข้าสู่ชั้นผิวหนัง การอุดตันในรูขุมขน ที่เกิดจากการที่เซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันห่อหุ้มสิ่งแปลกปลอม ทำให้เกิดเป็นก้อนสะสมอยู่ใต้ผิวหนัง กรรมพันธุ์ การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศในร่างกาย ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย การใช้ยาบางชนิด       ทั้งนี้แล้ว กระบวนการอักเสบยังสามารถเกิดขึ้นได้เองจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของเรา ความเครียดเป็นหนึ่งในสาเหตุที่กระตุ้นการเกิดสิวที่มากขึ้น ในชีวิตประจำวันของเรา มีเรื่องต่าง ๆ มาเพิ่มความเครียดให้เรามากมาย ไม่ว่าจะเป็นจากที่ทำงาน เรื่องส่วนตัว หรือเรื่องสุขภาพ ต่างสามารถสร้างความเครียดให้เราได้ การดูแลสุขภาพจิตของตนเองจึงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญมากในการดูแลผิวที่ดี สิวอักเสบคืออะไร?       สิวอักเสบ คือ สิวที่พัฒนามาจากสิวอุดตัน เมื่อสิวอุดตันมีแบคทีเรียเจริญเติบโตอยู่ในตุ่มสิว ทำให้สิวเกิดการอักเสบ บวมแดง หากไปสัมผัสก็อาจจะทำให้เกิดความเจ็บปวดได้ สิวอักเสบสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายชนิดขึ้นอยู่กับขนาดของสิว และความรุนแรงของการอักเสบ ได้แก่  สิวตุ่มแดง: เป็นตุ่มสิวสีแดงขนาดเล็ก ๆ แข็งนูน  สิวหัวหนอง: เป็นตุ่มแดงและปวด เริ่มมีหัวหนองสีเหลือง เนื่องจากแบคทีเรียเจริญเติบโตบริเวณต่อมเหงื่อและรูขุมขน สิวก้อนลึก: เป็นตุ่มสิวแดงขนาดใหญ่ลึกลงไปชั้นใต้ผิวหนัง มีอาการเจ็บปวดที่รุนแรงมากขึ้นจากการที่แบคทีเรียเริ่มกระจายตัวอยู่ในชั้นใต้ผิวหนังมากขึ้น สิวซีสต์: เป็นตุ่มสิวขนาดใหญ่เกิดจากถุงน้ำใต้ผิวหนังอักเสบเนื่องจากภายในมีหนองอักเสบ  สิวหัวช้าง: เป็นสิวที่มีอาการอักเสบขั้นรุนแรงเนื่องจากสิวชนิดนี้จะมีอาการร่วมของสิวหัวหนอง สิวก้อนลึกและสิวซีสต์อยู่ด้วยกัน มีหนองไหลอยู่ตลอดเวลา โอกาสติดเชื้อง่าย ควรรีบทำการรักษาหรือปรึกษาแพทย์โดยด่วน ระดับของสิวอักเสบ       สิวอักเสบนั้นมีทั้งหมด 4 ระดับ ระดับที่ 1: อักเสบเล็กน้อย ไม่มีการอักเสบรุนแรง ตัวอย่างเช่น สิวหัวดำ สิวหัวขาว และอาจจะมีสิวตุ่มแดง/สิวหัวหนองในจำนวนน้อย ระดับที่ 2: อักเสบปานกลาง อาการในระดับนี้ คือ มีสิวตุ่มแดงและสิวหัวหนองจำนวนมากทั่วบริเวณที่พบสิว/ทั่วใบหน้า ระดับที่ 3: ค่อนข้างรุนแรง ในระดับนี้ แน่นอนว่าจะมีสิวตุ่มแดงและสิวหัวหนองจำนวนมาก และจะมีสิวอักเสบก้อนลึกเพิ่มมาในบางจุดบนใบหน้า รวมถึงหน้าอกและแผ่นหลัง ระดับที่ 4: อักเสบรุนแรง ในระดับนี้ คือ มีสิวอักเสบก้อนลึกมากมาย…

แบ่งปันบทความดีๆผ่านทาง
Read More
by Unknown author

ริ้วรอยลดได้! 6 เคล็ดลับง่าย ๆ ช่วยให้คุณดูเด็กลงอย่างเห็นได้ชัด

ปัญหาริ้วรอย ดูแลได้ง่าย ๆ       พออายุย่างเข้าเลข 3 หลายๆคนเริ่มมีริ้วรอย ผิวเหี่ยวย่น หมองคล้ำ หรือปัญหาผิวแห้ง เนื่องจากการทำกิจวัตรประจำวัน แต่หากริ้วรอยเหล่านั้นเกิดขึ้นก่อนวัยอันควรโดยเฉพาะผู้หญิงอย่างเรา ๆ จะเริ่มมีความกังวล ไม่มั่นใจและพยายามหาสารพัดวิธีในการกำจัดปัญหาเหล่านี้ออกไป      วันนี้ Riviera Suisse หรือ รีเวียร่า สวิซ จะมาบอกถึงสาเหตุของปัญหาและแบ่งปันวิธีการง่าย ๆ ที่ช่วยป้องกันและลดริ้วรอย ผิวเหี่ยวย่น ให้ทุก ๆ คนมีผิวพรรณที่ดี มีความมั่นใจมากขึ้นกัน   1. ดื่มแอลกอฮอล์ให้น้อยลง      การดื่มแอลกอฮอล์มากเท่าไหร่ ก็จะทำให้เราขับปัสสาววะมากเท่านั้น ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ร่างกายขาดน้ำมากขึ้น อีกทั้งการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปยังก่อให้เกิดโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรัง รวมถึง จะมีริ้วรอย สิว และรอยเหี่ยวย่นตามมา ด้วยเหตุนี้การลดปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ลงหรืองดก็จะช่วยให้ผิวของเรามีสุขภาพที่ดีมากขึ้น 2. ลดการกินอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูง      ในหนึ่งวัน เรากินอาหารวันละประมาณ 3 มื้อ และในแต่ละมื้อส่วนมากจะต้องมีอาหารประเภทของทอด ขนมปังขาว อาหารแปรรูป อาหารที่มีรสหวานหรือแม้กระทั่งขนมหวาน ประกอบอยู่ด้วย ซึ่งอาหารเหล่านี้จะทำให้เกิดภาวะอักเสบในร่างกายและจะเร่งรอยเหี่ยวย่นของผิวมากขึ้นผ่านกระบวนการ glycation อีกทั้งการกินน้ำตาลในปริมาณที่มากยังทำให้อีลาสตินและคอลลาเจนในร่างกายน้อยลง เป็นเหตุให้เกิดริ้วรอย และผิวเหี่ยวย่น ดังนั้นการเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์และดีต่อสุขภาพจะสามารถช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูตัวเองได้ตามธรรมชาติ 3. พักผ่อนให้เพียงพอ      ร่างกายคนเราต้องการได้รับการพักผ่อนที่เพียงพ่ออย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง ภายในระยะเวลา 8 ชั่วโมงที่เราหลับสนิท ร่างกายจะเริ่มทำการฟื้นฟู ซ่อมแซมและเสริมสร้างส่วนที่สึกหรอ การที่เรานอนไม่เพียงพอก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผิวของเราเหี่ยวย่นและมีริ้วรอย นอกจากนี้ลักษณะท่าการนอนก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง โดยการที่นอนตระแคงหรือนอนคว่ำจะทำให้ผิวของเราย่นตามลักษณะที่นอน ท่านอนที่ดีควรเป็นท่านอนหงาย 4. ทาครีมกันแดดเป็นประจำ      การได้รับรังสีอัลตร้าไวโอเล็ต A (UVA) ที่มีอยู่ในรังสี UV จะแทรกซึมเข้าไปในชั้นผิวหนังและทำลายอีลาสตินกับคอลลาเจน ทำให้ผิวเหี่ยวย่น เป็นริ้วรอยก่อนวัยอันควรได้ ด้วยเหตุนี้เราควรทาครีมกันแดดทุกๆวัน แม้กระทั่งในวันที่มีเมฆมาก หรืออยู่ในอาคาร เพราะรังสี UV สามารถทะลุผ่านกระจกได้ เราแนะนำ ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดที่มีค่า SPF30 PA+++ ขึ้นไป เพื่อการป้องกันรังสี UV ได้อย่างมีประสิทธิภาพ     ทาง Riviera Suisse มี Face Balm ที่เป็น 3-in-1 ที่มีทั้งไพรเมอร์ กันแดดภายในตัวด้วย SPF 30 PA+++ และพร้อมบำรุงผิวหน้า ช่วยปรับสภาพผิวให้ขาวกระจ่างใสทันทีหลังใช้ พร้อมบำรุงผิวอย่างล้ำลึกมามาแนะนำกันด้วยน้า  …

แบ่งปันบทความดีๆผ่านทาง
Read More

Shopping cart

0
image/svg+xml

No products in the cart.

Continue Shopping